แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร เพิ่มความสวย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร เพิ่มความสวย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์

ผอมสวยด้วยเห็ด3อย่าง


  

      สวัสดีค่ะเพื่อนๆ อาหารเพิ่มความสวยที่แม่หมอจะนำมาเสนอในวันนี้ เป็นเมนูเบาๆ กึ่งมังสวิรัติกลายๆ นั่นก็คือเมนูเห็ด3อย่าง ..... เห็ดเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ ไม่มีคอเลสเตอรอล มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์อย่างโปแตสเซียมซึ่งช่วยลดความดันโลหิต และมีซีลีเนียมซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง รวมทั้งยังมีวิตามินต่างๆ และกรดอะมิโนต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ เห็ดจึงเป็นอาหารที่มีประโยชน์มากสำหรับทุกคนนะคะ โดยเฉพาะสาวๆที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เมนูนี้เหมาะมากค่ะ

     และที่สเปเชียลกว่านั้นก็คือเมื่อนำเห็ด3อย่างมาปรุงอาหารรวมกัน..... จะยิ่งได้ประโยชน์ยิ่งกว่ากินเห็ดเพียงอย่างเดียว เพราะจะมีค่ากรดอะมิโนที่สามารถลดอัตราการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ ทั้งยังช่วยล้างพิษที่สะสมในตับ รวมทั้งพิษจากอาหารและสารเคมี เช่น พิษจากสุรา สารตกค้างในเนื้อสัตว์ สารเคมีจากเครื่องสำอาง และพิษจากสารอนุมูลอิสระ นอกจากนั้นยังล้างไขมันในตับ ทำให้ตับเเข็งแรง สร้างเม็ดเลือดแดงได้ดีด้วยค่ะ
    
เห็ดที่นำมาปรุงเป็นอาหาร จะเป็นชนิดใดก็ได้..... ไม่ว่าจะเป็นเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง เห็ดหอมสด ฯลฯ และวันนี้แม่หมอก็มีเมนูเห็ด3อย่างมาฝากเพื่อนๆกันด้วยนะคะ ตามมาดูกันเลยนะคะ


แกงไข่เห็ด3อย่าง

ส่วนประกอบ เห็ดหูหนูขาว เห็ดหูหนูดำ เห็ดฟาง เก๋ากี้ ต้นหอมซอย ไข่ไก่(ตีพอประมาณ) ซีอิ้วขาว 

วิธีทำ
1.นำเห็ดทั้ง3อย่างมาล้างให้สะอาด
2.ตั้งนำให้เดือด ใส่เห็ดฟาง ลงไปก่อน ตามด้วยเห็ดหูหนูขาวและเห็ดหูหนูดำ 
3.จากนั้นใส่ไข่ไก่ที่ตีแล้วลงไป
3.ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว ใส่เก๋ากี้ โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย


ลาบวุ้นเส้นเห็ด3อย่าง
ส่วนประกอบ เห็ดฟาง เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง วุ้นเส้น ข้าวคั่ว พริกป่น ซีอิ้วขาว มะนาว ผักชีฝรั่งซอย สะระแหน่
วิธีทำ
1.ลวกเห็ดฟาง เห็ดหอมก่อน ตามด้วยเห็ดเข็มทองที่สุกเร็วกว่า 
2.แช่วุ้นเส้นให้นิ่ม ลวกและเอาขึ้นพักไว้
3.นำวุ้นเส้นและเห็ดผสมกัน ใส่ข้าวคั่ว ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว มะนาว พริกป่น
4.นำผักชีฝร่งสอยใส่ลงไปและคนให้เข้ากัน
5.โรยหน้าด้วยสะระแหน่

ผัดเห็ด3อย่าง
ส่วนประกอบ เห็ดเข็มทอง เห็ดหอมสด เห็ดฟาง ต้นหอม นำมันหอย ซีอิ้วขาว พริกไทย กระเทียม น้ำมัน
วิธีทำ
1.ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่กระเทียมลงไป
2. นำเห็ดที่สุกช้าลงไปก่อนคือเห็ดหอม ตามด้วยเห็ดฟาง และเห็ดเข็มทอง
3.ใส่น้ำมันหอยและต้นหอมตาม
4.ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาวและพริกไทย

ต้มยำเห็ด3อย่าง
ส่วนประกอบ เห็ดกระดุม เห็ดหอยนางรม เห็ดไมทาเกะ  ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง ผักชี ใบกระเพรา ซีอิ้วขาว มะนาว พริกขี้หนู
วิธีทำ
1.ตั้งน้ำให้เดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดงลงไป 
2.ตามด้วยเห็ดที่ลางสะอาดทั้ง3อย่าง
3.ก่อนยกลงใส่ใบกระเพาเพิ่มความหอม ตามด้วยผักชี
4.ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว มะนาว พริกขี้หนู


ว่าด้วยเรื่องของหลน

สวยใสๆสไตล์แม่หมอวันนี้ จะขอนำเสนอสูตรอาหารเพิ่มความงามมาฝากเพื่อนๆกันค่ะ ...... ว่าด้วยอาหารที่มีประโยชน์ มีวิตามิน ก็คงไม่พ้นสารพัดผักจริงมั๊ยคะ ...... ถ้าเรานึกอยากจะรับประทานผักก็คงนึกถึงสลัด น้ำพริก อาหารเวียดนาม แต่ยังมีอีกอย่างนะคะ คล้ายๆกับน้ำพริกแต่ไม่ใช่ นั่นก็คือหลนนั่นเองค่ะ ....... หลนเป็นกับข้าวพื้นเมืองของไทยที่เน้นกะทิ โดยไม่ใส่เครื่องเทศ  เป็นการต้มกะทิกับสิ่งที่จะหลน ใส่หวาน ใส่เปรี้ยวเล็กน้อย ปรุงเผ็ดด้วยพริก ใส่หัวหอม และใบมะกรูดเพียงเท่านั้นเองค่ะ .....  ผักที่ใช้กินกับหลนที่เข้ากันได้อย่างดีคือ หัวปลี  ถั่วพลู ใบมะกอกอ่อน ผักชี ต้นหอม ถั่วฝักยาว มะเขือ-เปราะ มะเขือพวง แตงกวา แตงร้าน  ใบโหระพา ยอดใบมะยมอ่อน ผักกระสัง ผักแว่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด  ผักกาดหอม ผักกาดขาว ใบทองหลางอ่อน ใบชะพลู ขมิ้นขาว  รวมทั้งใบไม้อ่อนทุกชนิดค่ะ หรือจะเป็นผักต้มก็จะเข้าก๊านเข้ากันกับหลนนะคะ  ...... ว่าแล้วแม่หมอก็เลยมีสารพัดเมนูหลน ทั้งหลนเต้าเจี้ยว  หลนไข่เค็ม หลนกุ้งสด  หลนแหนม หลนปลาเค็ม  หลนปลาร้า หลนกะปิคั่ว หลนปูเค็ม  มาฝาก เพื่อนลองทำรับประทานกันดูนะคะ อ้อ แล้วอย่าลืมเสิร์พ พร้อมผักสด ผักต้มจานโตนะคะ เป็นเมนูเน้นความสวยคร้า


หลนเต้าเจี้ยว

เครื่องปรุง 
ต้าเจี้ยวขาว 1 ถ้วยตวง (มีทั้งที่ขายเป็นกระปุก หรือจะซื้อเป็นขีดที่ตลาดก็ได้)  หมูสับ 2 ขีดหัวหอมแดงซอย 3ช้อนโต๊ะ พริกชี้ฟ้าเหลือง หั่นแฉลบ  พริกขี้หนูบุบพอแตก (จำนวนตามชอบ)  น้ำตาลปิ๊ป 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะขาวเปียก2 ช้อนโต๊ะ กะทิกล่องเล็ก1กล่อง

วิธีทำ
ล้างเต้าเจี้ยวให้สะอาด แล้วทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ เมื่อสะเด็ดน้ำแล้ว นำมาตำให้ละเอียด
เทกะทิใส่กระทะ แล้วตั้งไฟพอเดือด ใส่หมูและเต้าเจี้ยวลงไป ลดไฟเป็นไฟกลาง
เติม หัวหอมซอย พริกชี้ฟ้า และพริกขี้หนู ใส่ น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปิ๊ปลงไป
ลองชิมดู ให้รสชาดออก 3 รส คือ หวาน เปรี้ยว เค็ม ถ้าไม่เค็มใส่เกลือเล็กน้อย แล้วก็เป็นอันเสร็จ

หลนไข่เค็ม

เครื่องปรุง
ไข่เค็มทั้งไข่ขาวและไข่แดง2ใบ บิหยาบๆ หมูสับ 2 ขีด กุ้งสับ1ขีด
หัวหอมแดง ซอย 3 ช้อนโต๊ะ  พริกชี้ฟ้า หั่นแฉลบ  พริกขี้หนูบุบพอแตก (จำนวนตามชอบ)  น้ำตาลปิ๊ป   2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะขาวเปียก2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา1ช้อนโต๊ะ กะทิกล่องเล็ก1กล่อง

วิธีทำ
เทกะทิใส่กระทะ แล้วตั้งไฟพอเดือด ใส่หมูและกุ้งลงไป ลดไฟเป็นไฟกลาง ใส่ไข่เค็ม และ เติม หัวหอมซอย พริกชี้ฟ้า และพริกขี้หนู ใส่ น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปิ๊ป เติมน้ำปลา ชิมรส เป็นเสร็จ


หลนกุ้งสด

เครื่องปรุง
กุ้งสด ครึ่งถ้วย หัวหอมแดง ซอย 3 ช้อนโต๊ะ  พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ 
พริกขี้หนูบุบพอแตก (จำนวนตามชอบ) น้ำตาลปิ๊ป 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก2 ช้อนโต๊ะ กะทิกล่องเล็ก1กล่อง

วิธีทำ

นำกุ้งแกะเปลือกผ่าเส้นดำออก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอประมาณ พักไว้  เทกะทิตั้งไฟให้เดือด ลดไฟเป็นไฟกลาง ใส่กุ้ง และเติม หัวหอมซอย พริกชี้ฟ้า และพริกขี้หนู ใส่ น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปิ๊ป ลงไป เติมน้ำปลา ชิมรสตามชอบใจ

หลนแหนม

เครื่องปรุง

แหนมเปรี้ยว4-5ห่อเล็ก ไข่ไก่ตี1ฟอง หอมแดงซอย3ช้อนโต๊ะ หอมใหญ่หั่นครึ่งหัว ใบมะกรูดฉีก พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ เต้าเจี้ยวครึ่งช้อนโต๊ะ เกลือ กะทิ1กล่องเล็ก หอมเจียว พริกแห้งเจียว

วิธีทำ
กะทะตั้งไฟกลางๆ เอาแหนมใส่ลงไปผัด เติมกะทิให้ขลุกขลิก ผัดไปมาจนแหนมตึงหอมกลิ่นกะเทียม ในแหนม เติมกะทิที่เหลือให้ท่วม ใส่หอมใหญ่ ตามด้วยใบมะกรูดฉีกและพริกชี้ฟ้าสด เต้าเจี้ยว คนไปเรื่อยๆ พอเริ่มปุดๆ เทไข่ใส่กลางกระทะ เอาตะหลิวคนเร็วๆ ให้ไข่กระจายอย่าให้จับตัวเป็นก้อนเติมเต้าเจี้ยว เติมเกลือป่นตัดรสเปรี้ยวนิดหน่อย ตักใส่ภาชนะโรยหอมเจียว พริกแห้งเจียว

 หลนปลาเค็ม

เครื่องปรุง

ปลาอินทรีย์เค็ม2ชิ้น หมูสับ1ขีด กุ้งสับ1ขีด หอมแดงซอย3ช้อนโต๊ะ พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ พริกขี้หนูบุบ ตามใจชอบ น้ำตาลปี๊ป2ช้อนโต๊ะ น้ำมะขามเปียก2ช้อนโต๊ะ กะทิ1กล่องเล็ก

วิธีทำ

นำปลาเค็มไปนึ่งพอสุก จากนั้นนำเฉพาะเนื้อมายี แล้วพักไว้  จากนั้นนำมาผสม เนื้อหมูสับ กุ้งสับ  เทกะทิตั้งไฟให้เดือด ลดไฟและนำเนื้อ3อย่างที่ผสมกันแล้วลงไปคน เติมหอมซอย พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู น้ำตาลปี๊ป น้ำมะขามเปียก ปรุงรสตามใจชอบอีกครั้ง

หลนปลาร้า

เครื่องปรุง
ปลาร้า1 ตัว หัวกระชายหั่นฝอยครึ่งช้อนโต๊ะ ตะไคร้หั่นครึ่งช้อนโต๊ะ ใบมะกรูดฉีก ลูกมะกรูด หอมแดงซอย3ช้อนโต๊ะ  พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ  พริกขี้หนู กะทิ1กล่องเล็ก

วิธีทำ
ต้มปลาร้าให้สุก เลาะเอาก้างทิ้งไป  ใส่หัวกระชาย ตะใคร้ไปพร้อมใบมะกรูด ตั้งไฟจนข้น ตักขึ้นมาใส่ไปในกะทิที่ตั้งไฟจนเดือด ใส่หอมแดงซอย พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู  บีบมะกรูด แล้วยกลงจากเตา เสิร์พ พร้อมผักและแกล้มด้วยปลาดุกย่าง

หลนกะปิคั่ว

เครื่องปรุง
กะปิ2 ช้อนโต๊ะ พริกแห้งเม็ดใหญ่แช่น้ำ 3 เม็ด  ตะไคร้หั่น1ข้อนโต๊ะ กระเทียม1 ช้อนโต๊ะ รากผักชีหั่น1 ราก หัวกระชายหั่นฝอยครึ่งช้อนโต๊ะ หอมแดงซอย3ช้อนโต๊ะ พริกชี้ฟ้า  น้ำปลา น้ำตาลปี๊ป ปลาดุกย่างแกะเนื้อ 1 ตัว กะทิ1กล่องเล็ก

วิธีทำ
 นำพริกแห้ง ตะไคร้ กระเทียม รากผักชี หัวกระชาย โขลกให้ละเอียด จากนั้นใส่เนื้อปลาดุกย่างและกะปิ โขลกรวมกัน พักทิ้งไว้ จากนั้นนำกะทิขึ้นตั้งไฟจนเดือด ใส่เครื่องทีโขลกไว้ลงไปผัดให้หอม ใส่หอมแดง พริกชี้ฟ้า  ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊ปและน้ำปลา และปิดไฟยกลง

หลนปูเค็ม

เครื่องปรุง
ปูนาดองเค็ม2ตัว หมูสับครึ่งถ้วย หอมแดงซอย3ช้อนโต๊ะ น้ำปลา1ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊ป2ช้อนโต๊ะ น้ำมะขามเปียก2ช้อนโต๊ะ ใบมะกรูดฉีก พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ ผักชีเด็ดใบ กะทิ1กล่องเล็ก

วิธีทำ
นำปูเค็มมาล้างให้สะอาด นำมาหั่นและลวกให้พอสะดุ้ง นำกะทิขึ้นตั้งไฟ เมื่อเดือดใส่หอมแดง หมูสับ ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊ป น้ำมะขามเปียก น้ำปลา ใส่ปูเค็มลงไป โรยหน้าด้วยพริกชี้ฟ้า ใบมะกรูดฉีก และผักชี

10เมนูปลากระป๋อง

สวยใสๆสไตล์แม่หมอวันนี้ขอนำเสนออาหารที่มีติดบ้านยามน้ำท่วมของพวกเรา นั่นคือปลากระป๋องนั่นเองค่ะ..... บางบ้านก็ตุนน้อย บางบ้านก็ตุนมากหน่อย ว่าแล้วแม่หมอก็เลยพลิกตำรานำมารวมฮิตเป็นเมนูต่างๆว่าด้วยปลากระป๋องมาฝากเพื่อนๆ.......  พร้อมแล้วก็เตรียมเปิดกระป๋องเข้าครัวกันเลยค่ะ


1 ยำปลากระป๋อง

นำปลากระป๋องทั้งเนื้อและน้ำเทใส่ในถ้วย ผสมหอมแดงซอย พริกขี้หนูหั่น น้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลทรายนิดหน่อย แล้วโรยด้วยสะระแหน่ ต้นหอม

2 แซนวิชปลากระป๋อง

นำปลากระป๋องมายีให้เข้ากัน  นำขนมปัง มาทาเนยเล็กน้อย แล้วใช้ปลากระป๋องที่ยีทาเป็นใส้ ประกบขนมปัง เสริมด้วยมะเขือเทศ ผักกาดหอม หอมหัวใหญ่ เป็นอันเสร็จ

3 ข้าวผัดปลากระป๋อง

ตั้งน้ำมันให้เดือด ใส่กระเทียมบุบและเจียวให้ร้อน เปิดปลากระป๋อง ผัดให้หอม ใส่ข้าวผัดตามลงไป รับประทานกับแตงกวา และต้นหอม


4 มาม่าราดปลากระป๋อง

ต้มมาม่าในหม้อให้สุก แล้วเทน้ำออกให้หมด คลุกเคล้าด้วยผงเครื่องปรุงตามชอบ ยกใส่จานราดหน้าด้วยปลากระป๋อง

5 น้ำพริกปลากระป๋อง

หั่นพริก ซอยหอม ใส่ครก นำเนื้อปลากระป๋องมายีกับกะปิรวมกันในครก เติมน้ำมะนาว และน้ำตาล ปรุงรสตามใจชอบ

6 ผัดกระเพราปลากระป๋อง

ตำพริกขี้หนูสดตำรวมกับกระเทียม นำลงไปเจียวในกระทะมีน้ำมัน พอมีกลิ่นหอม ใส่เนื้อปลากระป๋องลงในกระทะ เติมน้ำปลา น้ำตาลนิดหน่อย ใส่ใบกระเพรา เคล้าไปมา แล้วตักขึ้น

7 ปลากระป๋องชุบแป้งทอด


นำเนื้อปลากระป๋องมาชุบแป้งโกกิ ทอดในน้ำมันร้อนให้เหลือง รับประทานกับซอสพริก

8  ลาบปลากระป๋อง

 
คั่วปลากระป๋องพร้อมน้ำในปลากระป๋อง บนเตาไฟจนเดือด ยกลงใส่ส่วนผสม ข้าวคั่ว พริกป่น น้ำปลา น้ำมะนาว ต้นหอม และผักชี รับประทานร่วมกับผักสด

9 ปลากระป๋องราดพริก


แยกปลากระป๋องกับน้ำในกระป๋อง เทน้ำใส่ในถ้วย นำปลากระป๋องไปทอดในกระทะ ไฟปานกลาง ทอดจนกรอบ แล้วตักขึ้นใส่จานพักรอไว้นำ เครื่องแกงผัดเผ็ด ลงผัดกับน้ำมันเล็กน้อยพอให้หอม แล้วนำน้ำปลากระป๋องที่แยกเอาไว้ ลงผัดกับเครื่องแกง เติมน้ำปลาและน้ำตาลเล็กน้อย แล้วนำส่วนผสมที่ได้ไปราดลงบนตัวปลากระป๋องทอด โรยด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย

10 ต้มยำปลากระป๋อง

นำเครื่องต้มยำใส่ลงในน้ำเดือด เปิดปลากระป๋องใส่ลงไป  ติมหอมแดงซอย พริกขี้หนูหั่น น้ำปลา และบีบมะนาวลงไป ปรุงรสตามใจชอบ


วันอาทิตย์

อยากเป็นสาวตาหวานต้องรับประทานผักบุ้ง

อาหารเพิ่มความสวย ในสวยใสๆสไตล์แม่หมอ วันนี้ขอนำเสนอเมนูโปรดของแม่หมอเองค่ะ นั่นก็คือผักบุ้ง.... อาจเป็นเพราะว่าสมัยเด็กๆ คุณแม่บอกเสมอว่าทานผักบุ้งแล้วตาหวาน ด้วยความที่อยากสวยเป็นชีวิตจิตใจเลยตั้งหน้าตั้งตารับประทาน แต่เอ๊ พอโตขึ้นมาก็มีคนชมนะคะว่าตาสวยก็เลยจะอุปทานรึเปล่าก็ไม่รู้ว่ามาจากผักบุ้งนี่เอง คริคริ..... แต่ที่แน่ๆ ผักบุ้งมีวิตามินเอสูงช่วยในการบำรุงสายตา  สรรพคุณระบุว่า แก้ตาฟางหรือตาบอดกลางคืนได้ ช่วยให้หายแสบตาจากอาการตาแห้ง และลดอาการปวดกระบอกตาได้นะคะ  ถ้าเพื่อนๆมีอาการปวดตา ใช้สายตาเยอะ ตาแห้ง แลรู้สึกล้า ลองกินผักบุ้งเยอะๆดูนะคะ แล้วจะพบว่าช่วยให้ดีขึ้นได้ค่ะ ...... และนอกจากวิตามินเอแล้ว ในผักบุ้งยังมี แคลเซียม วิตามินซี เส้นใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต เหล็ก และฟอสฟอรัสอีกด้วยนะคะ


ผักบุ้งที่เรานิยมรับประทานกันจะมี2อย่างคือ ผักบุ้งไทยและผักบุ้งจีน......  ผักบุ้งไทยจะมีสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งอื่น แต่สำหรับผักบุ้งจีนจะมีแคลเซี่ยม และเบต้า-แคโรทีน มากกว่า .......ผักบุ้งไทยโดยเฉพาะชนิดต้นขาวจะมีวิตามินซีสูงกว่าชนิดอื่น ๆ ช่วยบำรุงรักษาเหงือก ฟัน ให้แข็งแรง ช่วยทำให้ผิวสวย เลือดดี และเพิ่มความต้านทานโรค ไม่เกิดอาการแพ้แต่เคล็ดลับอยู่ที่ต้องกินสด ๆ คุณค่าทางวิตามินจะได้ไม่สูญเสียไปค่ะ   .... คุณสมบัติของผักบุ้งที่เด่นอีกอย่างก็คือมีรสเย็น มีสรรพคุณถอนพิษได้นะคะ ช่วยในการขับสารพิษอออกจากร่างกาย และช่วยแก้อาการท้องผูกได้ด้วยค่ะ ผักบุ้งจะช่วยขับของเสียพร้อมดูดซับเอาของเสียนั้นออกมาพร้อมในกระบวนการขับถ่าย การรับประทานผักบุ้งเป็นประจำจะช่วยปัดกวาดทำความสะอาดเอาของเสียที่ตกค้างในลำไส้ออกมาด้วย ช่วยให้การดูดซึมอาหารดีขึ้นได้ค่ะ......

ผักบุ้งยังได้ชื่อว่าเป็นสมนไพรรักษาโรคด้วยนะคะ ..... ตัวอย่างในการใช้ผักบุ้งรักษาโรคต่างๆ ได้แก่  แก้เลือดกำเดาออกมากผิดปกติ ใช้ต้นสดตำผสมน้ำตาลทรายชงน้ำร้อนดื่ม....  แก้หนองใน ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด ใช้ลำต้นตำคั้นนำน้ำมาผสมกับน้ำผึ้งดื่ม.....  แก้ริดสีดวงทวาร ใช้ต้นสด 1 กิโลกรัม กับน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เละ เอากากทิ้งใส่น้ำตาลทรายขาว 120 กรัม เคี่ยวให้ข้นเหนียว ทานครั้งละ 90 กรัม วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนหาย ....  แก้แผลมีหนองช้ำ ใช้ต้นสดต้มน้ำให้เดือดนานๆ ทิ้งไว้พออุ่นเอาน้ำล้างแผลวันละครั้ง......  แก้พิษตะขาบกัด ใช้ต้นสดเติมเกลือ ตำพอกแผล.....  ฟันเป็นรูปวด ใช้รากสด 120 กรัม ผสมน้ำส้มสายชู คั้นนำน้ำอมบ้วนปาก...... นอกจากนี้ถ้าใครนิยมดื่มน้ำคลอโรฟิลด์ ก็สามารถนำผักบุ้งไปเป็นส่วนประกอบ ด้วยซึ่งสูตรของแม่หมอก็จะมี ผักบุ้ง ใบบัวบก ตำลึง ย่านาง ปั่นคั้นเอาแต่น้ำ ผสมด้วย น้ำมะพร้าวอ่อน อร่อยดีมีประโยชน์เลยละค่ะ

แต่ผักบุ้งก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างนะคะ คนที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำนั้นไม่ควรรับประทาน...... เพราะว่าผักบุ้งนั้นมีคุณสมบัติลดความดันโลหิต ถ้าคนที่มีความดันโลหิตต่ำยังรับประทานผักบุ้งเข้าไปอีกก็จะยิ่งต่ำลงไปอีก ก่อให้เกิดอาการเป็นตะคริว ร่างกายอ่อนแอลงได้ค่ะ


และแล้ววันนี้ แม่หมอก็มีเมนูผักบุ้งมาฝากเพื่อนๆ 3จานอร่อย แบบเบาๆ ไม่มีอ้วน......  ก็จะมีผักบุ้งไฟแดง ยำผักบุ้งกรอบ แล้วก็ แกงส้มผักบุ้งกุ้งสด ค่ะ

ผักบุ้งไฟแดงเครื่องปรุง


ผักบุ้งจีน 1 กำ กระเทียม 8 กลีบ พริกขี้หนู 5 เม็ด  น้ำมันพืช 2 ช้อน น้ำมันหอย 2 ช้อ เต้าเจี้ยวดำ 1 ช้อน

น้ำตาลทราย1ช้อน น้ำเปล่า 4 ช้อน
วิธีทำ

1.นำ ผักบุ้งจีน มาหั่นจากส่วนยอดลงไป โคนที่แข็งไม่ใช้ ล้างน้ำสงให้สะเด็ดน้ำ ใส่กะละมังไว้

2. กระเทียม ปอกเปลือกนอกออก ล้าและทุบ . พริกขี้หนู ล้างและทุบ นำกระเทียมและพริกขี้หนูโปะลงไปบนผักบุ้งที่เตรียมไว้

3. ใส่น้ำมันหอยลงไป ตามด้วยเต้าเจี้ยวดำน้ำตาลทราย น้ำ เปล่า

4. นำกระทะสะอาดตั้งไฟ ใส่น้ำมันพืช  เปิดไฟแรง ๆ จนควันขึ้นสักพัก เทกะละมังผักบุ้งและส่วนผสมพรวดเดียวจบ ถ้าน้ำมันร้อนจัด กระทะร้อน ไฟแรงพอ ไฟจะแล่บเข้ากระทะเลย ผัด 2-3-4 ที ปิดเตารีบตักขึ้นใส่จาน เป็นอันเสร็จค่ะ

ยำผักบุ้งกรอบ


เครื่องปรุง

 ผักบุ้งหั่นครึ่งกำ  แป้งรสดีครัวครบรสรสเผ็ดร้อน 1 ซอง น้ำเย็นจัด 1/3 ถ้วยตวง  หอมแดงซอยบาง ๆ ¼ ถ้วยตวง ผักชี น้ำมันพืชสำหรับทอดปลาหมึกลวกพอสุก 10-12 ชิ้น หมูสับลวก3ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมน้ำปรุงรส  น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ  น้ำปลา 4 ช้อนชา  น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ  น้ำพริกเผา 1/2 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูสดบุบพอแตก 5-6 เม็ด

วิธีทำ

1. ผสมแป้งรสดีรสเผ็ดร้อนกับน้ำเย็นจัดเข้าด้วยกัน ระวังอย่าให้แป้งเป็นเม็ด

2. นำน้ำมันพืชตั้งให้ร้อน ใส่ผักบุ้งลงชุบในน้ำแป้งที่ผสมไว้

3.นำลงทอดในน้ำมันพืชร้อนไฟปานกลางจนสุก แป้งเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน

4. ผสมน้ำพริกเผา น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลทราย คนให้ส่วนผสมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่พริกขี้หนู คนให้เข้ากัน

นำปลาหมึกลวก หมูสับลวก ผสมในน้ำปรุงรส โรยด้วยหอมและผักชี  ตักใส่ถ้วย เสริฟแยกกับผักบุ้งทอด

แกงส้มผักบุ้งกุ้งสด

เครื่องปรุง

 ผักบุ้งจีน 1กำ กุ้งสด 8-10 ตัว พริกแกงส้ม 2 ช้อนโต๊ะ  ปลาทูน่ากระป๋อง 1 กระป๋อง มะขามเปียกเข้มข้น 2 ช้อนชา  น้ำตาลทราย ½ ช้อนชา  น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ   น้ำเปล่า 2 ½ ถ้วย

วิธีทำ

1. นำกุ้งมาแกะเปลือกออก ผ่าหลัง ดึงเส้นดำออก นำผักบุ้งมาเด็ดเป็นท่อนๆ นำไปล้างน้ำให้สะอาด สะเด็ดน้ำ พักไว้

2. นำปลาทูน่ากระป๋องที่บีบน้ำออกหมดแล้วมาโขลกกับน้ำพริกแกงส้มให้เข้ากัน

3. นำเครื่องแกงที่ได้ใส่ลงไปในหม้อ เติมน้ำลงไป คนให้ทั่วแล้วนำไปตั้งเตาที่ไฟปานกลางค่อนข้างแรง


4. เมื่อน้ำแกงเดือดแล้วจึงปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลทราย คนให้เครื่องปรุงต่างๆ เข้ากัน รอจนน้ำแกงเดือดอีกครั้งก็ใส่ผักบุ้งลงไป


5. เมื่อผักบุ้งเริ่มสลดก็ใส่กุ้งลงไป รอซักพักจนกุ้งเริ่มสุกจึงคนให้เข้ากัน จากนั้นก็ปิดเตาและยกลงได้


วันพุธ

รับประทานอะไรถึงไม่แก่

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ  ก็เป็นหน้าที่แม่หมออย่างเดิมนะคะที่จะสรรหาเรื่องราวน่าสนใจและมีประโยชน์มาฝากเพื่อนๆกันอะค่ะ .... และแล้ววันนี้แม่หมอก็มีเรื่องของอาหารที่ตานความแก่มาฝากค่ะ  ต้องขอออกตัวก่อนว่าวันนี้จะแนววิชาการหน่อยนะคะ เพราะเป็นบทความแปลมาจากภาษาอังกฤษ ชื่อบทความ Anti-aging, skin-friendly nutrients ซึ่งเขียนโดยDr. David J Goldberg อาจารย์แพทย์ด้านผิวหนังที่ Mt. Sinai School of Medicine ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งท่านได้แบ่งกลุ่มของสารอาหารที่ต้านความแก่ไว้ดังนี้ค่ะ
*กลุ่มวิตามินเอ*

วิตามินเอ มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ เรตินอยด์ (retinoids) และแคโรทีนอยด์ (carotenoids) ..... ตัวเรตินอยด์นั้นมีอยู่ในอาหารและร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ ส่วนแคโรทีนอยด์ นั้นร่างกายจะต้องเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของวิตามินเอเสียก่อน แคโรทีนอยด์ที่เรารู้จักกันดีคือ เบตาแคโรทีน (beta-carotene)

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : วิตามินเอเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยในเรื่องการป้องกันการเสื่อมอายุ ของผิวหนัง การซ่อมแซมผิวหนังที่เสียไป นอกจากนี้วิตามินเอยังมีความสำคัญต่อขบวน การเติบโตของผิวหนัง ( differentiation) และเป็นสารสำคัญที่ช่วยทำให้ผิวหนังมีการทำงานอย่างปกติ

• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : เนื่องจากวิตามินเอเป็นสารต้านอนุมุลอิสระก็จะช่วยในเรื่องของการป้องกันมะเร็งและทำให้มีสุขภาพตาที่ดีด้วย

• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : ประมาณ 5,000 international units (IU) หรือเบตาแคโรทีน ประมาณ 3 มิลลิกรัม การได้รับวิตามินเอปริมาณมากไปอาจจะทำลายตับและเกิดเป็นพิษได้

• แหล่งอาหาร : วิตามินเอ : ไข่ นม เนย ปลาแซลมอน ปลา halibut  .... แคโรทีนอยด์ : ผักใบเขียว เช่น บร็อคโคลี ผักโขม แอสพารากัส มะละกอ แคนตาลูป มะเขือเทศฟักทอง

*กลุ่มวิตามินบี-คอมเพล็กซ์ *

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : วิตามินในกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวหนังเป็นอย่างมาก เป็นตัวช่วยในขบวนการผลิตพลังงานภายในเซลล์ วิตามินบี 2 จะช่วยในเรื่องการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ วิตามินบี 3 ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและทำให้ผิวหนังไม่ซีด วิตามินบี 12 ช่วยในการแบ่งเซลล์ วิตามินบี 9 (หรือกรดโฟลิค) ช่วยในเรื่องการแบ่งและเจริญเติบโตของเซลล์ นอกจากนี้กรดโฟลิคยังช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงด้วย

• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : กลุ่มวิตามินบีมีความสำคัญมากในขบวนการสร้างพลังงานของเซลล์ และช่วยทำให้เอนไซม์ต่างๆ ทำงานตามปกติ วิตามินบีช่วยในการเปลี่ยนแปลงน้ำตาลกลูโคส ใช้เป็นพลังงาน การขาดวิตามินตัวนี้จะมีผลต่อระดับความรู้สึก หัวใจ การหายใจ วิตามินบี 6 ช่วยลดการอักเสบ ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว การสร้างอินซูลิน สร้างภูมิต้านทานโรค และช่วยเกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ความรู้สึก ส่วนวิตามินบี 12 ช่วยเกี่ยวกับเรื่องของระบบสมองและประสาท

• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : บี 1 = 1.1-1.2 มิลลิกรัม  บี 2 = 1.1-1.3 มิลลิกรัม  บี 3 = 14-16 มิลลิกรัม บี 6 = 2 มิลลิกรัม บี 9 ( กรดโฟลิค) = 180-200 ไมโครกรัม (400 ไมโครกรัม สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์) บี 12 = 2 ไมโครกรัม ..... ในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี การดูดซึมวิตามินบีหลายตัวจะลดลงโดยเฉพาะวิตามินบี 6 และบี 12

• แหล่งอาหาร : ผัก : บร็อคโคลี มันฝรั่ง เห็ด แครอท มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ผักโขม   ผลไม้ : กล้วย แอปเปิล มะเขือ ผลไม้ในกลุ่มส้ม   สัตว์ : ไข่ ไก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า   อื่นๆ : ข้าว เมล็ดธัญพืช ถั่ว ถั่วลิสง ถั่ววอลนัท ถั่วอัลมอนด์

*กลุ่มวิตามินซี*

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : วิตามินซีเป็นตัวสำคัญในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย รวมทั้งผิวหนังของเรา นอกจากนี้ยังเป็นตัวสำคัญในการสร้างคอลลาเจนด้วย

• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญมากตัวหนึ่ง และยังสามารถลดไขมันที่ไม่ดีในเลือด (LDL) และเพิ่มไขมันที่ดี (HDL) ด้วย ช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย และโรคเกี่ยวกับระบบตาด้วย

• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : ประมาณวันละ 60 มิลลิกรัม แต่ส่วนมากนักวิทยาศาสตร์ทางด้านอาหารจะแนะนำประมาณ 500-1000 มิลลิกรัม ต่อวันเพื่อให้เกิดประโยชน์ในแง่ Anti-aging ด้วย

• แหล่งอาหาร : ผัก : ผักใบเขียว บร็อคโคลี กะหล่ำปลี มะเขือเทศ มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง (แอสพารากัส)
ผลไม้ : ผลไม้แทบทุกชนิดมีวิตามินซี โดยเฉพาะในกลุ่มของส้ม มะละกอ ฝรั่ง แตงโม แตงเทศ

*กลุ่มวิตามินอี*

วิตามินอี มีอยู่ 2 กลุ่มคือ โทโคฟีรอล (tocopherol) และโทโคไตรอีนอล (tocotrienols) ซึ่งตัวหลังนี้เป็นตัวใหม่ซึ่งเพิ่งมีการค้นพบเมื่อไม่นานนี้และเชื่อกันว่าสามารถช่วยเรื่องการชะลอความแก่ชราได้ด้วย

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และช่วยซ่อมแซมผิวหนัง

• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : วิตามินอี เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ เพราะมีส่วนช่วยลดไขมัน ป้องกันการเกิดการแข็งตัวของเลือด ป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจ

• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : ประมาณ 40 IU แต่นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์มักแนะนำประมาณ 200-400 IU ซึ่งปริมาณขนาดนี้ไม่สามารถรับประทานได้จากอาหารทั่วไปจำเป็นต้องใช้ในรูปอาหารเสริม

• แหล่งอาหาร :  ผัก : ผักใบเขียว บรอคโคลี มันฝรั่ง   ผลไม้ : มะม่วง   อื่นๆ : จมูกข้าวสาลี เมล็ดธัญพืช ถั่วอัลมอนด์ ถั่วเหลีอง น้ำมันพืช ปลาแซลมอนน้ำมันปลา

*กลุ่มแร่ธาตุพวกทองแดง สังกะสี และซีลีเนียม*


• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : แร่ธาตุเหล่านี้จะทำงานกับวิตามินที่ต้านอนุมูลอิสระเพื่อที่จะทำให้ การกำจัดอนุมูลอิสระทำงานดีขึ้น นอกจากนี้ทองแดงยังช่วยในการสร้างคอลลาเจน สังกะสีช่วยในการซ่อมแซมคอลลาเจนที่สึกหรอ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ และช่วยรักษาสิวด้วย

• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : การที่แร่ธาตุเหล่านี้ทำให้วิตามินที่ต้านอนุมูลอิสระทำงานดีขึ้นก็จะช่วยในการ ชะลอความแก่ชราและป้องกันโรคเรื้อรังบางชนิดด้วย นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบ ที่สำคัญของเอนไซม์และฮอร์โมนหลายชนิด

• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : ทองแดง = 2 มิลลิกรัม , สังกะสี = 15 มิลลิกรัม , ซีลีเนียม = 70 ไมโครกรัม , ถ้าร่างกายได้รับแร่ธาตุเหล่านี้ในปริมาณมากเกินไปอาจเกิดพิษได้

• แหล่งอาหาร :  ผัก : บร็อคโคลี เห็ด   สัตว์ : เนื้อไก่ ปลา ไข่  อื่นๆ : โยเกิร์ต นม จมูกข้าวสาลี เมล็ดธัญพืช เต้าหู้ ถั่ว

*กลุ่มQ 10*

Q 10 นี้ถือว่าเป็น co-enzyme ที่สำคัญตัวหนึ่งในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำหรับขบวนการเสื่อม ของเซลล์ในร่างกายของคนเรา การที่มีระดับ Q10 ต่ำจะพบร่วมกับโรคที่เกี่ยวกับความชรา โดยปกติแล้วร่างกายเราสามารถสร้าง Q10 ได้เอง แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือเวลามีความเครียด ร่างกายก็จะสร้าง Q10 ได้น้อยลง

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสี UV

• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : ช่วยสร้างอนุมูลอิสระที่เกิดภายในร่างกาย และเสริมสร้างขบวนการสร้างพลังงานระดับเซลล์ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันหัวใจและป้องกันการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง

• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารจะแนะนำให้รับประทาน 30-60 มิลลิกรัมต่อวัน

• แหล่งอาหาร : ถั่วลิสง น้ำมันถั่วเหลือง ปลาแซลมอน ไข่ เนื้อวัว ตับไต หัวใจ จมูกข้าวสาลี

*กลุ่มกรดอัลฟาไลโปอิก*

สารตัวนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสามารถสร้างเองได้

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : นอกจากจะช่วยในแง่ของการต้านอนุมูลอิสระแล้ว สารนี้ยังช่วยในการสร้าง และซ่อมแซมคอลลาเจนของผิวหนังด้วย

• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ ทำให้การทำงานของวิตามินซี และอี มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และอาจมีส่วนเกี่ยวกับเรื่องของระบบประสาท

ความต้องการของร่างกายต่อวัน : ประมาณ 50-100 มิลลิกรัม ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีปัญหาเรื่องระบบเส้นประสาท ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะรับประทานสารตัวนี้

เป็นงัยบ้างคะเพื่อนๆ อันที่จริงอาหารที่ช่วยต้านความแก่ก็เป็นอาหารที่มีอยู่ทั่วไปนี่แหละค่ะ  เราอาจมองข้ามไปบ้างหรือไม่ชอบบ้าง  ... แต่ถ้านึกถึงประโยชน์ของมัน และที่สำคัญท่องไว้ค่ะ ถ้าไม่อยากแก่ต้องรู้จักเลือกอาหาร...... แม่หมอก็หวังว่า ชมรมหนุ่มสาวสองพันปีคงได้ต้อนรับสมาชิคใหม่ที่มาอ่าน สวยใสๆสไตล์แม่หมอกันในวันนี้นะคะ


ขอขอบคุณ แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday

วันเสาร์

20อาหารรับประทานแล้วเป็นยามหัศจรรย์

อาหารเพิ่มความสวยในสวยใสๆสไตล์แม่หมอ  วันนี้จะนำเสนออาหารที่เราจะเน้นการกินอย่างไรให้เป็นยากันค่ะ ......  เพราะความสวย มีจุดเริ่มต้นมาจากสุขภาพที่ดีและสุขภาพที่ดีก็มาจาก 5 อ. อันได้แก่ อาหาร อากาศ อารมณ์ การออกกำลังกาย และการขับถ่ายนั่นเองนะคะ ว่าไปแล้วอาหารบางอย่างก็เปรียบเสมือนยามหัศจรรย์เลยละค่ะ รักษาได้สารพัดโรค ลองไปดูกันเลยมั๊ยคะ

1. ปวดหัว
กินปลามากๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันจากปลามีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว กินพร้อม ๆ กับขิง จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง

2. แพ้ละออง แพ้ฝุ่่นและเกสรดอกไม้
ห้กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว

3. โรคหัวใจ
ดื่มชาเขียว เป็นประจำ สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมัน ไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด

4. โรคนอนไม่หลับ
ดื่มน้ำผึ้ง เป็นประจำ สารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี

5. โรคหืดหอบ
กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง

6. โรคไขข้ออักเสบ
กินปลาได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ( ปลาโอ) ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีนส์ ( ปลากระป๋อง ) น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง

7. ท้องผูก ท้องอืด
ให้กินกล้วย หรือ ขิง กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก และขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป

8. ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ
ให้กินน้ำคั้นจากลูกแคนเบอรี ( ไม้เมืองหนาว) กรดเข้มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้

9. โรคหงุดหงิด ฟุ้งซ่านโดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุ
ให้กินข้าวโพดช่วยบรรเทาอาการเครียด วิตกกังวล และความคิดสับสนได้

10. โรคกระดูกพรุน ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย
ให้กินสับปะรด ซึ่งมีสารแมงกานีสอยู่มาก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้

11. ความจำเสื่อม
กินหอยนางรม หอยแครงหรือหอยอื่น ๆ ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี

12. เป็นหวัด
กินกระเทียม ทำให้จมูกโปร่ง สมองโล่ง กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

13. ไอ จาม
กินพริกแดง สารที่นำมาทำยาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง

14. มะเร็งเต้านม
กินข้าวสาลี รำข้าว และกะหล่ำปลีจะช่วยป้องกันได้ดี โดยเฉพาะรำข้าวกะหล่ำปลีช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม ข้อสำคัญอย่ากินไก่มาก เพราะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเร่งการเจริญเติบโต

15. มะเร็งปอด
กิน ส้ม และ ผักใบเขียว มีวิตามินเอ อยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน

16 แผลในกระเพาะอาหาร
กินกะหล่ำปลี ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กหายขาดได้

17. โรคท้องร่วง
กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก ช่วยให้อาการปั่นป่วนในท้องเมื่อเชื้อโรคบิดเล่นงานทุเลาลง

18. เส้นเลือดตีบ
กินผลอโวคาโด แก้ได้เพราะไขมันดี ' โมโรอันแซตเทอเรต ' ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ทำลายไขมันเลว ' คลอเลสเตอรอล ' ได้

19. ความดันโลหิตสูง
กินผลโอลีฟ และผักขึ้นฉ่ายพืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี ทำให้ระดับความดันเลือดลดลง

20. น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล
กินผักบร็อกโรลี่ และถั่วลิสง ซึ่งมีอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสมดุลได้

สวยเลือกได้นะคะ ... ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเลือกหนุ่มๆนะคะ คริคริ แต่หมายถึงเราเลือกจะสวยได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดี และในที่นี้ก็มีตั้ง20เมนูที่เป็นเสมือนยาที่ช่วยรักษา และป้องกันโรคได้ เพื่อนๆลองเลือกรับประทานกันนะคะ ... เพราะรักจึงมาบอกคร้า  จากแม่หมอคนเดิม


วันพุธ

รู้มั๊ยคะอะไรคือ10อาหารที่ไม่ควรกินมากเกินไป


สวยใสๆสไตล์แม่หมอ ในหัวข้ออาหารเพิ่มความสวย  วันนี้ขอหลบมาแนะนำให้เพิ้อนๆรู้จัก อาหารลดความสวยกันบ้าง............ อันเนื่องมาจากการกินที่มากไปหรือบ่อยเกินไปจากที่จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ผิวพรรณสดใส กลับตาละปัด กลายเป็นผลเสียกับร่างกายซะงั้น ............ อาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน  หรือบ่อยเกิน มีดังนี้ค่ะ ...

1. ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลงกินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน

2. ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปน เปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย

3. เนื้อย่าง: กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ผักดอง: ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง

5. ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

6. ผักขม ปวยเล้ง: ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้

7. บะหมี่สำเร็จรูป: บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารและการสะสมสารพิษได้

8. เมล็ดทานตะวัน : เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทว่าการกินมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง เพิ่มขึ้น

9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้ : กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย... ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

10. ผงชูรส : คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา  การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกินทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูง อาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

เห็นมั๊ยละค่ะเพื่อนๆ อาหารดีมีประโยชน์บางครั้งถ้ามากไปก็เกิดผลเสีย ต้องยึดหลักพอประมาณแล้วละค่ะ มีฉะนั้นจากต้องการรับประทานเพื่อเพิ่มความสวย จะกลับกลายเป๋นลดความสวยได้นะคะ ... ขอบอก

Source : women.thaiza.com / thainavy21.com

น้ำผลไม้ที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดของเรา



อาหารเพิ่มความสวยวันนี้แม่หมอขอนำเสนอเครื่องดื่มเบาๆ อย่างน้ำผลไม้...... อ๊ะ แต่เพื่อนๆรู้มั๊ยคะว่าน้ำผลไม้แต่ละอย่างเหมาะกับสาวๆไม่เหมือนกันนะคะ .... ว่ากันตามกรุ๊ปเลือดแล้ว นอกจากอาหารและการออกกำลังกายที่แม่หมอเคยนำเสนอไปแล้ว น้ำผลไม้นี่ก็มีแยกว่าอย่างไหนเหมาะกับกรุ๊ปเลือดใด เพื่อนๆอยากรู้หรือยังคะว่า วันนี้เราควรดื่มน้ำผลไม้ประเภทใด ไปดูกันเลยค่ะ 


กรุ๊ปเอ

คนที่มีเลือดกรุ๊ปเอ ส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำเครื่องดื่มที่เหมาะ จะเป็นประเภทน้ำเต้าหผุ้ หรือน้ำผลไม้ก็ต้อง  น้ำแอปปริคอต น้ำแครอต น้ำเซเลรี น้ำเกรปฟรุต น้ำสัปปะรด น้ำมะนาว เพราะมีวิตามินซีสูงค่ะ
กรุ๊ปบี

คนที่มีเลือดกรุ๊ปบี สามารถต้านทานโรคมะเร็งและโรคหัวใจได้ แต่ยังมีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย  เครื่องดื่มที่เหมาะจึงเป็นนมไขมันต่ำ ส่วนน้ำผลไม้ก็ควรเป็น น้ำแครนเบอร์รี่  น้ำองุ่น น้ำมะละกอ  น้ำสับปะรด  น้ำกะหล่ำปลี
กรุ๊ปเอบี

คนที่มีเลือดกรุ๊ปเอบี อาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารอยู่บ้าง จึงควดื่มเครื่องดื่มที่มีวิตามินซี เช่น น้ำส้มโอ น้ำเกรปฟรุต น้ำแครอท น้ำเซเลอรี น้ำแครนเบอร์รี่ น้ำองุ่น น้ำมะละกอ เพราะช่วยต้านมะเร็งได้

กรุ๊ปโอ

คนที่มีเลือดกรุ๊ปโอ ส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะอาหาร เครื่องดื่มที่เหมาะกับเลือดกรุ๊ปโอคือ น้ำสัปปะรด น้ำลูกพรุนค่ะ


เพื่อนๆน่าจะพอเลือกน้ำผลไม้ที่ถูกใจตามกรุ๊ปเลือดได้บ้างแล้วนะคะ  แต่ที่สำคัญอย่าลืมดื่มน้ำสะอาดวันละ8 แก้วนะคะ น้ำทำให้ร่างกายสดชื่น ขับของเสียออกจากร่างกายและที่สำคัญไม่มีแคลอรี่ไม่ทำให้อ้วนค่ะ

วันอาทิตย์

สาหร่ายอาหารเพิ่มความสวยของสาวๆ

เพื่อนๆเคยแปลกใจมั๊ยคะ ทามม๊าย ทามมาย ทั้งญี่ปุ่น และกาหลี(รวมถึงพี่ไทย) ถึงได้โปรดปรานสาหร่ายกันนัก ........ ทั้งเมนูสุดฮิตข้าวห่อสาหร่าย  ยำสาหร่ายสด ซุปสาหร่าย หรือแม้แต่สาหร่ายอบกรอบ ก็เป็นที่นิยมกันตั้งแต่เด็กยันคนชราเลยนะคะเนี่ย ..... วันนี้แม่หมอเลยมีคำตอบมาฝากเพื่อนๆถึงประโยชน์ของสาหร่ายทะเลว่ามีดีอย่่างไรและเพราะเหตุอันใดคนจึงนิยมรับประทานกันจัง  ....... แตร่นแตร๊น ก็เพราะว่า  สาหร่ายทะเลมีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการอยู่ตั้ง 18 ชนิดนะซิคะ อาทิ แคลเซียม เหล็ก ไอโอดีน แมกนีเซียม และโซเดียม ซึ่งพอจะสรุปคุณค่าของสาหร่ายได้มากมายดังนี้ค่่ะ

 1.มีธาตุเหล็ก เป็นสารอาหาร ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล รวมทั้งบำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นมันเงางามมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น สาหร่ายทะเลจึงเข้าคอนเซปท์ สวยใสๆ แบบตรงเป้าเลยละค่ะ
2. มีไอโอดีน ในสาหร่ายมีสารไอโอดีน (อินเทรนด์ป้องกันรังสีนิวเคลีร์อีกต่างหาก) และช่วยป้องกันโรคคอพอกได้ค่ะ

3.มีทองแดงที่ช่วยทำหน้าที่ดูดซึมธาตุเหล็กและสร้างฮีโมโกลบินที่ไขกระดูก หากร่างกายขาดธาตุนี้จะทำให้เป็นโรคโลหิตจางและผมร่วงง่ายนะคะ
4.มีสังกะสีที่เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิดในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเราค่ะ
5.มีเส้นใยอาหารสาหร่ายที่จะช่วยทำให้ท้องไม่ผูก และเร่งการขับถ่ายสารพิษต่างๆ ในทางเดินอาหารได้ดีขึ้นค่ะ
6.เป็นแหล่งของโปรตีนคล้ายเนื้อสัตว์  พบว่าในสาหร่าย 100 กรัม ( 1 ขีด) มีโปรตีนระหว่าง 10-40 กรัมซึ่งถ้าเทียบกับเนื้อสัตว์ที่นำมาทำแห้ง เช่น เนื้อวัวอบแห้ง – หมูแผ่น- กุ้งแห้ง ซึ่งจะมีโปรตีนปริมาณ 50-11- 60 กรัมตามลำดับ
7.สาหร่ายให้พลังงานสูง ไขมันต่ำ ในสาหร่ายมีไขมัน แป้ง และน้ำตาลจัดว่าน้อยมาก ซึ่งน่าจะเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก หรือผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง  โดยให้พลังงานโดยรวมอยู่ระหว่าง 382-366 กิโลแคลอรีต่อสาหร่าย 100 กรัม


อย่างไรก็ดีในสาหร่ายมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูงจึงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคไตและความดันโลหิตสูงนะคะรวมไปถึงสาหร่ายปรุงรสอาจมีผงชูรสเยอะ ..... ถ้าจะให้ดีรับประทานสาหร่ายแบบไม่ปรุงรสน่าจะดีกว่าค่ะ .... และวันนี้แม่หมอก็มีเมนูแกงจืดมาฝากเพื่อนๆด้วยนะคะ ลองเลือกเอาว่าเย็นนี้เราจะเอาเมนูไหนขึ้นโต๊ะดีดังนี้เลยค่ะ


แกงจืดส่าหร่ายหมูกุ้งสับ

ส่วนผสม ...... สาหร่ายจีนแบบกลม 1/4 แผ่น  น้ำซุป 3 ถ้วยตวง  เนื้อหมู (สับละเอียด) 150 กรัม   กุ้งสด (สับละเอียด) 50 กรัม  พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา  ซีอิ๊วขาว (ผสมหมูสับ) 2 ช้อนชา  ต้นหอม (ซอยบางๆตามขวาง) 1 ต้น  ซีอิ๊วขาว (ปรุงรส) 1 1/2 ช้อนโต๊ะ  ต้นหอม (หั่นเป็นท่อนยาว 1 นิ้ว) 2 ต้น  ผักชี (หั่นเป็นท่อนยาว 1 นิ้ว) 1 ต้น

วิธีทำ(แบบเข้าไมโครเวฟ)

1. นำสาหร่ายกลมจีนใส่ภาชนะก้นตื้นไม่ปิดฝาภาชนะ นำเข้าเตาไมโครเวฟ ใช้เวลาประมาณ 2 นาที ระดับความร้อน HIGH พลิกกลับทุก 1 นาที หมดเวลา นำเคาะทรายออกให้หมดฉีกเป็นชิ้นๆ
2. ผสมหมูสับ กุ้งสับ หริกไทยป่น ซีอิ๊วขาว และต้นหอมซอยเข้าด้วยกัน ปั้นเป็นก้อนๆพักไว้
3. นำน้ำซุปและเห็ดหอมใส่ภาชนะ ปิดฝาภาชนะ น้ำเข้าเตาไมโครเวฟใช้เวลาประมาณ 10 นาที ระดับความร้อน HIGH (ให้น้ำเดือด)
4. ใส่หมูสับที่ปั้นไว้ ปิดภาชนะ นำเข้าเตาไมโครเวฟ ใช้เวลาประมาณ 2 นาที ระดับความร้อน HIGH พอหมดเวลา ใส่สาหร่ายคนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว โรยหน้าด้วยต้นหอมและผักชี เสิร์ฟร้อนๆ

แกงจืดส่าหร่ายตำลึงสด

ส่วนผสม..... . หมูสับตามใจชอบ   ตำลึงสดเด็ดมาเฉพาะยอดที่ไม่แข็ง   สาหร่ายทะเลพอประมาณ   น้ำซุปกระดูกหมู หรือน้ำสะอาดและผงซุป  กระเทียมเจียว  น้ำปลา / ซีอิ้วขาว  พริกไทยป่น

วืธีทำ

1. เริ่มจากหมักหมูสับด้วยซีอิ้วขาวกับพริกไทยป่นไว้ในตู้เย็นก่อนซัก15นาที
2.นำสาหร่ายมาย่างไฟโดยย่างในกะทะได้เลยแล้วนำไปแช่น้ำให้สาหร่ายนิ่ม
2. จากนั้นตั้งน้ำสะอาด พอน้ำเดือดก็ปรุงรสไว้ก่อนด้วยผงซุบ หรือ ต้มกระดูกหมูเป็นน้ำซุปครึ่งชั่วโมง
3. ใส่หมูสับที่เราหมักไว้แล้วลงไปในน้ำเดือด ปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ
4. หมูสุกแล้วก็ใส่ตำลึงลงไป
5. ตามด้วยสาหร่ายทะเลที่เราแช่น้ำให้นิ่มไว้แล้ว
6. คนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา ซีอิ้วขาว  โรยกระเทียมเจียว พริกไทย ปิดท้าย

แกงจืดเต้าหู้หมูสับสาหร่าย

ส่วนผสม...... หมูสับ 50 กรัม กรัม สาหร่ายทะเล 1/2 แผ่น ต้นหอมหั่นท่อน 2ต้น ขึ้นฉ่ายหั่นท่อน1ต้น เต้าหู้ไข่หั่นแว่น1 ห่อ ผักกาดขาวหั่นพอคำ50กรัม น้ำซุปกระดูกหมูหรือไก่300 มิลลิลิตร น้ำตาลทรายขาว1/2 ช้อนชา ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น ตั้งฉ่าย 1ช้อนชา กระเทียมเจียวเล็กน้อย
วิธีทำ

1.หมักหมูสับด้วยซีอิ๊วขาวและพริกไทยป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อน
2.นำน้ำซุปตั้งไฟ รอจนเดือด เติมเกลือและน้ำตาลทราย ตามด้วยหมูปั้นก้อน
3เมื่อสุกดีแล้ว ใส่ผักกาดขาว สาหร่าย และเต้าหู้ไข่ โดยต้นหอมและขึ้นฉ่าย ตั้งฉ่าย  โรยหน้าด้วยพริกไทยป่นและกระเทียมเจียว

วันอังคาร

อาหารอะไรบั่นทอนความสวยอย่างแรง อยากรู้มั๊ยคะ

สวัสดึค่ะเพื่อนๆ....... วันนี้อาหารเพิ่มความสวยของแม่หมอ จะขอพาเพื่อนๆหลบไปดูอาหารลดความสวยเปลี่ยนบรรยากาศกันซักนิด เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงกันบ้างดีมั๊ยคะ ....... you are what you eat นี่เป็นความจริงแบบอมตะนิรันดร์กาลเลยนะคะ และความสวยก็เกี่ยวพันกับสุขภาพโดยตรง ...... เราจะสวยไม่ได้ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรงหรือถ้าจะสวย ก็จะออกแนวสวยซีดๆ หรือสวยแอนด์โทรม  ไม่เอานะคะ สวยใสๆสไตล์แม่หมอต้องสวยแบบ healthy healthy ค่ะ


ว่าแล้วแม่หมอนำเสนอเลยดีกว่า  อาหารที่บั่นทอนความสวยอย่างแรง นั้นก็คือ ......... อาหาร Fast Food  โดยเฉพาะที่มีที่มาจากต่างประเทศนี่แหละค่ะตัวดี  ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจเป็นอันตราย มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง และทำให้เกิดโรคอ้วนได้ค่ะ ....... เพราะว่า Fast Food  มีไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นจำนวนมาก ไขมันทรานส์ จะเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลว และ ลดระดับของโคเลสเตอรอลชนิดดีให้ลดลง ......... ไขมันทรานส์ เป็น ไขมันที่ทำให้ ผนังเส้นเลือดจะสะบักสะบอม เต็มไปด้วยคราบไขอุดตันนะคะ ..... คือรับประทานบ้างก็ได้แต่อย่ารับประทานมาก หรือเป็นประจำเลยค่ะ ออกแนวอันตรายต่อสุขภาพและความงามนะคะ  อย่างเช่นเบอเกอร์ไซส์บิ๊ก จะมีไขมันทรานส์ 1.5 กรัม - หรือเฟรนช์ฟราย (french fries) ขนาดใหญ่ 170 กรัม มีไขมันทรานส์ 8 กรัม ........ นอกจากนั้นแล้ว อาหารลดความงามยังมีอีกดังต่อไปนี้ค่ะ

(1.) แฮมเบอร์เกอร์

จัดเป็นอาหารประเภทที่ “มีความเสี่ยงสูง” เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ “เนื้อ” มาใช้ปรุงทำให้มี “แบคทีเรีย” เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ “สารเคมีสีแดง” มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ “สารปรุงรส”(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย “MSG” เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย และมีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

(2.) ไก่ทอด - เนื้อนุ่มไร้กระดูก

เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส “MSG” ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ “นัคเก็ตชิคเก้น” บางอันจะมี “สารอะลูมิเนียม” ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วยนะคะ

(3.) พิซซ่า

“พิซซ่า” ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ “ตัดแต่งพันธุกรรม” 5 ชนิด คือ…..1.”เนยแท้”(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย…..2.”แป้ง” ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่…..3.”ซอสมะเขือเทศ” ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง “ยาฆ่าแมลง” ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน…..4.”แป้งสาลี” ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม…..5. มี “น้ำมันฝ้าย” ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น “น้ำมันไฮโดรจีเนต” และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ................  นอกจากนี้ “ผิวหน้าแป้งพิซซ่า” ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี “สารอะคริลิไมด์” เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า “เพ็พเปอโรนิ” หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก “ไนไตรท์” สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน

(4.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด

 เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง” โดยการทอด “เฟร้นช์ฟราย” ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี “สารอะคริลิไมด์” ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท  นอกจากนี้ “น้ำมัน” ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ “ออกซิไดซ์” ในมันฝรั่งยังมี “ดรรชนีกลีซิมิค” (Glycemic) อยู่สูงมาก…..นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

(5.) โดนัท

โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

(6.) ไอศกรีม

มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

(7.) ฮอทด็อก

เป็นอีก “เมนูอันตราย” เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ “ฮอทด็อก” ทั้ง หมดยังใส่ “สารไนไตรท์” เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย “สารไนไตรท์” เป็นสารที่ทำให้เกิด “โรคมะเร็ง” ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ “ถุงหลอด” ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก “คอลลาเจนสังเคราะห์” ที่เป็นสารก่อให้เกิด “โรคมะเร็ง” ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี “สารพิษร้ายแรง” ที่เรียกว่า “อะคริลิไมด์” (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง และ “ทำลายประสาท” นอกจากนี้ ไส้กรอก และ หมูแฮม ยังทำให้คนที่บริโภค เข้าไป เกิดโรคอ้วนด้วยค่ะ

(8.) น้ำอัดลม

สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน “น้ำอัดลม” คือ “กรดกำมะถัน” (Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ “น้ำโซดา” ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิด “โรคกระดูกพรุน” .............  นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี “น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน” อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ “น้ำตาลเทียมสังเคราะห์” (Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ “สี” ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น “สารก่อมะเร็ง” ด้วยนะคะ

วันพุธ

กินแกงอะไรแล้วสวยอยากรู้มั๊ยคะ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ อาหารเพิ่มความสวยวันนี้แม่หมอจะพาเพื่อนๆมาเลือกแกงรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆกัน แต่ก็ต้องเป็นแกงที่กินแล้วสวย แถมสุขภาพดีด้วยนะคะ ถึงจะเข้าคอนเซปท์อาหารเพิ่มความสวยของแม่หมอ(คนเดิม) ........... เฉลยกันเลยแล้วกัลล์ แม่หมอให้5ดาวกับ แกงเลียง แกงเหลือง แกงป่า และแกงส้มค่ะ

ขอสลับมาวิชาการจี๊สนึง มาดูผลการวิจัยกันหน่อยนะคะ ........โรคภัยที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกมาเป็นอันดับหนึ่งนั้นคือโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งตามมาอยู่อันดับสอง  ซึ่งก็พบว่าการบริโภคหรือระบบโภชนาการของมนุษย์โลกเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง ซึ่งความสัมพันธ์ของอาหาร การออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน เป้นความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งค่ะ  .. มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือและยึดเป็นข้อมูลทางวิชาการได้ ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่แน่ชัดแล้ว โดยเน้นเรื่องการกินและการออกกำลังกายเป็นหลัก แบ่งเป็น3ระดับดังนี้นะคะ

ข้อสรุปลำดับแรก

เป็นข้อบ่งชี้ที่แน่นอน เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอาหาร วิถีชีวิต การออกกำลังกาย สิ่งแวดล้อม .......โดยพบว่าการดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ทั้งวัยหมดประจำเดือนและก่อนมีประจำเดือน........  มะเร็งช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (เฉพาะผู้ชาย) พบว่ามีไขมันในร่างกายเกินจากค่าดัชนีมวลกายหลังจากอายุ 21 ปีไปแล้ว ...........  มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งไต และเนื้อเยื่อบุมดลูก นอกจากระดับไขมันที่เป็นส่วนเกินแล้วยังแยกย่อยออกมาอีกว่า คนที่อ้วนลงพุง มีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งลำไส้และทวารหนัก อีกต่างหากค่ะ

สำหรับอาหารที่คลางแคลงใจกันมานานพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ .........ในงานวิจัยนี้ฟันธงออกมาอย่างแน่ชัดแล้วว่าการ บริโภคเนื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว แกะ แพะ ในปริมาณที่สูงเกิน จะก่อมะเร็งลำไส้ ............. มีคำแนะนำให้บริโภคเพียงสัปดาห์ละ ครึ่งกิโลกรัม ควรหันมาบริโภคเนื้อสีขาว อย่างเนื้อไก่ หมู หรือปลา .............. เนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก แฮม เบคอน อาหารเหล่านี้ต้อง รมควัน บางครั้งต้อง ปรุงรส ใช้เคมีเพื่อให้สี รสชาติและมวลของอาหารอยู่ครบ เป็นอาหาร มี่กินแล้วก่อมะเร็งเช่นกัน.............. และที่น่าตกใจพบว่าการ บริโภคเบต้าแคโรทีน ในรูปแบบอาหารเสริม จะเร่งให้เกิดมะเร็ง แต่ เบต้าแคโรทีนจะให้ผลต่อร่างกายสูงสุดเมื่อ บริโภคผักผลไม้สด ๆ ที่มีสารเหล่านี้ ประเภทผลไม้สีเหลือง เช่น มะละกอ มะม่วง แครอท

ขณะเดียวกันเมื่อมนุษย์ขึ้นสู่วัยหนุ่มสาวออกกำลังกายแบบแอโรบิก ........ ที่ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาที จนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จะช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งเต้านม (โดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือน) และมะเร็งเนื้อเยื่อบุมดลูก...........  นอกจากนี้ผลวิจัยเป็นที่แน่นอนแล้วว่า แม่ควรให้นมลูกและเด็กทารกควรที่จะได้รับน้ำนมแม่ สามารถ ลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมทั้งก่อนและหลังหมดประจำเดือน ทั้งนี้ควรให้นมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกคลอดจนถึง 6 เดือนโดยไม่มีการให้อาหาร หรือเครื่องดื่มใด ๆ เลย รวมทั้งน้ำด้วย
 
ข้อสรุปลำดับที่ 2

พบว่าการบริโภคผักใบ ลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งช่องปากคอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร.............กลุ่มหอมป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร การบริโภคผลไม้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด ช่องปาก คอหอย กล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร  เรียกว่าเป็นที่แน่นอนบ่งชัดเจน หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ในข้อนี้ 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ในข้อแรกเชื่อได้ 90 เปอร์เซ็นต์ ในข้อนี้เน้นหนักด้านอาหาร..........

ข้อสรุปลำดับที่ 3

มีความเป็นไปได้ว่า การบริโภคอาหารที่มีไลโคปีน ซึ่งมีมากในมะเขือเทศ ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก ...........  แม้สารไลโคปีนจะมีมากในมะเขือเทศ แต่ถ้าไม่ทำให้มะเขือป่นละเอียด บริโภคไปร่างกายก็ไม่ได้รับสารไลโคปีนอยู่ดี ดังนั้นการบริโภคมะเขือเทศสด แบบชิ้น ๆ กับการบริโภคซอสมะเขือเทศอย่างหลังได้รับ ไลโคปีนมากกว่า .......... นอกจากนี้งานวิจัยเรื่องการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันมะเร็ง นักวิชาการทั่วโลกแนะนำว่าไม่ควรบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันมะเร็ง เว้นแต่เจ็บป่วยหรือมีภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง

ปัจจุบันพฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยเปลี่ยนไป...........โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและคนวัยหนุ่มสาวบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น ที่เห็นได้ชัดจากวัฒนธรรมการกินอาหารบุฟเฟ่ต์ ร้านเนื้อย่างหมูกระทะต่าง ๆ........ ซึ่งมีงานวิจัยการกินเพื่อต้านมะเร็งในแบบไทย ของดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล ในผลการศึกษาเรื่อง “ศักยภาพต้านมะเร็งของตำรับอาหารไทย” พบว่า การนำสมุนไพรต่างชนิดมาทำเป็นน้ำพริกแกงต่าง ๆ ซึ่งได้ทดลองสารสกัดของน้ำพริกแกง 4 ชนิด ได้แก่   น้ำพริกแกงป่า   แกงเลียง  แกงส้ม  แกงเหลือง และ  น้ำต้มยำ....... นำมาเลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่า น้ำแกงป่า น้ำแกงเลียง และน้ำแกงส้มมีศักยภาพให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์อื่นในร่างกาย ได้มากถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ......... ขณะที่แกงเหลืองทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่าเมื่อเทียบกัน ดีกว่าการใช้ยาถึง 2 เท่า สมุนไพรสำคัญในเครื่องแกงน่าจะมาจากกระเทียมและพริกรวมทั้งสมุนไพรอื่น ๆ

จากงานวิจัยนี้สรุปได้ว่าการบริโภค อาหารที่เป็นสำรับแบบไทย.......... อาทิ แกงเลียงกุ้งสด ห่อหมกใบยอ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวสวย หรือ สำรับ ข้าวเหนียว ส้มตำใส่แครอท ไก่ทอดสมุนไพร ต้มยำ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง ......... สอดรับกับงานวิจัยระดับโลกที่ว่าอาหารการกินเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนห่างไกลมะเร็งได้ค่ะ

จบวิชาการแล้ว แม่หมอก็ขอสรุปเลยว่าขอเลือกแกงที่กินเพิ่มความสวย ไร้ไขมันและช่วยให้สุขภาพดี ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง ได้แก่ แกงเลียง แกงเหลือง แกงป่า และแกงส้มค่ะ และแล้วแม่หมอก็มีสูตรการทำแกงทั้ง4อย่างมาฝากเพื่อนๆด้วยละค่ะ ตามมาดูกันเลยนะคะ 


แกงเลียง
 
เครื่องปรุง ..... 1. ฟักทองเนื้อดี หั่นชิ้นพอคำ จำนวน 10-12 ชิ้น   2. บวบเหลี่ยม (หักชิมดูเสียก่อนว่าไม่ขม) ประมาณ 1 ลูก ขนาดพอดี ปอกเปลือกออก แต่ไม่ควรปอกจนเกลี้ยงเกลาให้เหลือเปลือกไว้บ้าง เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหาร หั่นเป็นชิ้นขนาดพอคำ ประมาณ 12-15 ชิ้น   3. ข้าวโพดอ่อนหั่นแฉลบ 4 ฝัก   4. กระชาย 2 หัว ทุบเบา ๆ แล้วหั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 1 นิ้ว   5. ตำลึงยอดงาม ๆ สัก 10 ยอด เด็ดเอาแต่ใบอ่อน ๆ   6. แมงลัก 3-4 กิ่ง เด็ดเอาแต่ใบหรือยอดดอกอ่อน ๆ   7. กุ้งแม่น้ำ หรือกุ้งชีแฮ้ 6-7 ตัว ปอกเปลือก เอาเส้นดำออก  8. น้ำซุป (จากการต้มซี่โครงหมูหรือโครงไก่) 4 ถ้วยตวง  9. น้ำปลาดี 2 ช้อนโต๊ะ  10. หากชอบเผ็ดเพิ่มพริกขี้หนูสดอีก 5-6 เม็ด บุบพอแตก

เครื่องปรุงพริกแกง.... 1. พริกชี้ฟ้าแดงผ่าเอาเมล็ดออก 2 เม็ด 2. กระชาย 4 หัว  3. หอมแดงหัวขนาดกลาง 5 หัว  4. พริกไทยขาว 12 เม็ด 5. กะปิเผาไฟพอสุก 2 ขีดครึ่ง 6. กุ้งแห้ง 2 ขีดครึ่ง

วิธีทำ

นำเครื่องปรุงพริกแกงเหล่านี้โขลกให้ละเอียด ถ้าชอบให้น้ำแกงข้นอีกนิดก็ใช้เนื้อปลา จะย่างหรือต้มให้สุกก่อนก็ได้ แล้วนำมาโขลกรวมกันกับพริกแกง นำน้ำซุปตั้งไฟพอเดือด ใส่เครื่องแกงลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา ชิมให้ได้รสเค็มและเผ็ดนิด ๆ พอน้ำแกงเดือดอีกที ใส่ผักชนิดสุกยากลงก่อน เช่น ฟักทอง ข้าวโพด ตามด้วยกุ้ง รอจนแน่ใจว่าผักสุกดีแล้ว ใส่ใบตำลึง และใบแมงลักเป็นรายการสุดท้าย คนให้เข้ากัน ตักเสิร์ฟในขณะร้อน ๆ

แกงเหลือง
 
เครื่องปรุง....... 1.ปลาทูสด หรือปลาช่อนก็ได้ 1 ก.ก.  2.มะนาว 1 ลูก   3.กะปิเผา 1 ช้อนโต๊ะ 4.ขมิ้นผง(แบบซอง) 2 ช้อนชา  5.พริกขี้หนูแห้ง 25-40 เม็ด ตามชอบ  6.กระเทียมปลอกแล้ว 3 หัว  7.หน่อไม้เปรี้ยว 1/2 ก.ก.   8.น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ  9.น้ำมะขามเปียก 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

ตำพริกขี้หนูแห้ง , กะปิ , ขมิ้น , กระเทียม เข้าด้วยกัน  ตักใส่หม้อต้มน้ำที่กำลังต้มน้ำไว้แล้ว 5-6 ถ้วย ตัดปลาเป็นชิ้นพอเหมาะ  เมื่อน้ำเดือด ใส่ปลาลงไป  ถ้าน้ำยังไม่เดือดห้ามคน จะทำให้คาว เมื่อปลาสุกได้ที่ ใส่ผักลงไป  ใส่น้ำมะขามเปียก และน้ำมะนาว

แกงป่า

เครื่องปรุง.......... 1.น้ำพริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ  2.เนื้ออกไก่ 250 กรัม  3.ข้าวโพดอ่อน 1 กระป๋อง  4.ถั่วฝักยาวหรือถั่วแขก 100 กรัม  5.เห็ด 4-5 ดอก   6.ข่า 7-8 แว่น  7.ตะไคร้ 1 ต้น  8.กระเพราเด็ดเป็นใบ 1 ถ้วย  9.กระชาย 3 แง่ง  10.พริกไทยอ่อน 3 ช่อ  11.พริกชี้ฟ้า 1 เม็ด  12.น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ  13.น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา  14.น้ำเปล่า 2 ½ ถ้วย

วิธีทำ

 1.ล้างตะไคร้และข่าให้สะอาด สะเด็ดน้ำแล้วนำตะไคร้มาซอยหยาบๆ ส่วนข่าก็ปลอกเปลือกแล้วหั่นเป็นแว่นๆ จากนั้นนำไปโขลกให้ละเอียด...... 2. ใส่น้ำพริกแกงเผ็ดลงไปแล้วโขลกให้ตะไคร้และข่าเข้ากันกับน้ำพริก...... 3. นำถั่วฝักยาวและเห็ดมาล้างน้ำให้สะอาด สะเด็ดน้ำแล้วหั่นถั่วฝักยาวเป็นท่อนๆ แบ่งเห็ดเป็น 4-6 ส่วน....... 4. นำข้าวโพดอ่อนมาหั่นเป็นท่อนๆ .......... 5. นำพริกชี้ฟ้ามาล้างน้ำ สะเด็ดน้ำแล้วนำมาหั่นเฉียงๆ ส่วนกระชายก็นำมาซอยกระชายเป็นเส้นๆ พักไว้.........6. นำไก่มาหั่นเป็นชิ้นขนาดพอคำ.......... 7. เปิดเตาที่ไฟปานกลางค่อนข้างแรง นำน้ำเปล่า 1 ถ้วยใส่ในหม้อรอจนน้ำเดือดจึงนำน้ำพริกแกงที่โขลกไว้มาใส่ลงไป คนให้น้ำพริกแกงละลายจนทั่ว เมื่อน้ำแกงเดือดแล้วจึงนำไก่ที่หั่นไว้ใส่ลงไป........ 8. คนจนเนื้อไก่สุกดี เติมน้ำเปล่าลงไปอีก 1 ½ ถ้วย รอจนน้ำแกงเดือดอีกครั้งจึงใส่ถั่วฝักยาวที่หั่นไว้ลงไป คนให้ทั่ว.........9. เมื่อน้ำแกงเดือด ใส่ข้าวโพดอ่อนลงไป คนให้ทั่วแล้วปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลทราย คนให้เครื่องปรุงทั้งหมดเข้ากัน.......10. เคี่ยวแกงไปประมาณ 10 นาที จากนั้นจึงนำเห็ดและพริกชี้ฟ้าที่หั่นไว้ กระชายซอย พริกไทยอ่อน และใบกระเพราใส่ลงไป คนให้เครื่องทุกอย่างเข้ากัน ปิดเตาและยกลงได้

แกงส้ม


เครื่องปรุง ...... 1.กุ้งกุลาดำหรือกุ้งแชบ๊วย ๔ ขีด,   2.น้ำพริกแกงส้ม ๑ ขีด,   3.ผักกาดขาว ๑ ถ้วยครึ่ง,   4.หัวไชเท้า ๑ ถ้วย,   5.ถั่วฝักยาวหั่นท่อน ๑ ถ้วยครึ่ง,   6.ผักบุ้งไทยหั่นท่อน ๑ ถ้วยครึ่ง,   7.น้ำมะขามเปียก ๓ ช้อนโต๊ะ,   8.น้ำปลา ๒ ช้อนโต๊ะ,   9.น้ำมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ,   10.น้ำซุปกระดูกไก่ ๔ ถ้วยตวง

เครื่องปรุงพริกแกงส้ม ..... 1. พริกแห้งแกะเม็ดแช่น้ำ ๑/๓ ถ้วย  2.หอมแดงซอย ๑/๓ ถ้วย,  3. กระเทียม ๑/๒ ช้อนชา,   4.กะปิ ๑ ช้อนชาครึ่ง,   5.เกลือป่น ๑ ช้อนชา,  6. เนื้อปลาต้ม ๑/๒ ขีด

วิธีทำ

๑. โขลกพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม กับเกลือป่นให้ละเอียด....... ๒. ใส่เนื้อปลาต้มลงโขลกให้เข้ากัน ..... ๓. ล้างกุ้ง แกะเปลือก เด็ดหัว ผ่าหลังชักเส้นดำออก......๔. ตั้งน้ำซุปให้เดือด แล้วละลายน้ำพริกแกงส้มลงไป....๕. พอน้ำแกงเดือด ใส่หัวไชเท้า ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ผักกาดขาว พอผักนุ่มจึงใส่กุ้ง........๖. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามเปียก ยกลง แล้วจึงใส่น้ำมะนาว ตักเสิร์ฟขณะร้อน


แม่หมอก็หวังว่า4แกงเพื่อความสวยและสุขภาพดีของแม่หมอน่าจะเป็นที่ถูกใจของเพื่อนๆไม่มากก็น้อยนะคะ  you are what you eat ค่ะ ..... สวยทำได้ค่ะ confirm .....



เพื่อน ๆ แม่หมอสาว