แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สวยด้วยสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สวยด้วยสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์

รู้อย่างไรว่าเริ่มเข้าใกล้โรคมะเร็ง

สวยใสๆสไตล์แม่หมอวันนี้เราจะมาคุยกันในแนวสุขภาพค่ะ .... ว่าด้วยการสังเกตุอาการผิดปกติของร่างกายเรา ซึ่งโรคอย่างหนึ่งที่ทุกๆคนกลัวกันอย่างที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเจ้าโรคที่ชื่อว่ามะเร็ง ฉะนั้นเราน่าจะมารู้กันซักนิดนะคะว่ามะเร็งคืออะไรกันแน่ แล้วอาการของมะเร็งแต่ละที่สามารถสังเกตุอาการเบื้องต้นได้อย่างไรค่ะ

มะเร็งคือกลุ่มของโรคที่เซลล์เจริญ(แบ่งตัว) อย่างผิดปกติ ......  การที่เซลล์เปลี่ยนสภาพไปจากปกติจะไม่อยู่ในการควบคุมวัฏจักรการแบ่งตัว รุกรานเนื้อเยื่อข้างเคียง หรืออาจแพร่กระจายไปยังที่อื่น ๆ (การแพร่กระจายของเนื้อร้าย) ลักษณะทั้งสามประการที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติของเนื้อร้ายซึ่งต่างจาก เนื้องอก ซึ่งไม่ร้ายแรงเพราะไม่รุกรานหรือแพร่กระจาย และขนาดจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มะเร็งทั้งหมดยกเว้นมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนะคะ


มะเร็งเกิดขึ้นได้โดยสารพันธุกรรมหรือยีนซึ่งควบคุมการทำงานของเซลล์ผิดปกติไป ...... โดยที่ความผิดปกติของสารพันธุกรรมนั้นเป็นผลมาจากสารก่อมะเร็ง อาทิ ยาสูบ ควัน รังสี สารเคมีอย่างอื่น หรือ เชื้อโรค ยีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมะเร็งอาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่จำเพาะเจาะจงระหว่างการทำสำเนาของดีเอ็นเอ หรืออาจถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ซึ่งสามารถตรวจพบได้ในทุกเซลล์หลังจากคลอด การถ่ายทอดทางพันธุกรรมของมะเร็งนั้นได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอย่างอื่นๆ ด้วยค่ะ

ในระยะแรก โรคมะเร็งมักจะไม่ปรากฏอาการ ..... ต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้น (อาจนานเป็นเดือน เป็นปี) จะมีอาการทั่วไป (พบร่วมกันในมะเร็งทุกชนิด) คือ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว อาจมีไข้ เรื้อรัง ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน ซีด เป็นลม ใจหวิว คล้ายหิวข้าวบ่อย ส่วนอาการเฉพาะของแต่ละโรค (ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนจะมีอาการทั่วไป) เกิดจากก้อนมะเร็งไปกดเบียดหรือทำลายอวัยวะที่เป็น ..... อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย  อาจพอสังเกตุได้ดังนี้ค่ะ

 มะเร็งในเม็ดเลือด ( ลูคีเมีย)

อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง

มะเร็งปอด

 อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 มะเร็งตับ

 อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด

 มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

 อาการเบื้องต้น มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

มะเร็งสมอง

 อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

 มะเร็งในช่องปาก

อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน

มะเร็งในลำคอ

 อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบากหรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้

มะเร็งในกระเพาะอาหาร

อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยบ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ

 มะเร็งทรวงอก

อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่าซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่

 มะเร็งลำไส้

 อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติมีเลือดออกปนมากับอุจจาระ  ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคือ อาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้

 มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย

 มะเร็งผิวหนัง

อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา(Melanoma) คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ด
ทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ

 มะเร็งปากมดลูก

 อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้

 มะเร็งในมดลูก

 อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง

 มะเร็งรังไข่

 อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการ ปวดหลัง

อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวเป็นอาการที่มักพบสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งโดยทั่วๆไป อาจจะไม่ได้เหมือนกันทุกคนนะคะ .... แต่หากตัวเรารู้สึกถึงความผิดปกติ เมื่อเริ่มรู้สึกแล้ว วิธีการที่ดึที่สุดก็คือไปพบคุณหมอและเช็คร่างกายค่ะ... แม้ว่าการป้องกันจะดีกว่าการรักษา แต่ถ้าหากเราเป็นคนช่างสังเกตุตัวเอง ถ้าได้รักษาตอนเริ่มเป็นก็จะมีโอกาสหายได้สูงนะคะ  ..... รู้ไว้ใช่ว่านะคะ อ้อ อีกวิธีที่ดีกว่ารอให้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับเรา ก็คือการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปีนั่นเองค่ะ   .... เพื่อนๆละคะ ใส่ใจกับสุขภาพของเราดีพอหรือยัง  แม่หมอเป็นห่วงคร้า



วันเสาร์

ว่านหางจระเข้

สวยด้วยสุขภาพกับแม่หมอสาววันนี้จะพาเพื่อนๆมารู้จักพืชสารพัดประโยชน์ที่ชื่อว่าว่านหางจระเข้กันค่ะ ..... คำว่า " อะโล" ( Aloe ) เป็นภาษากรีซโบราณ หมายถึงว่านหางจระเข้ ซึ่งแผลงมาจากคำว่า "Allal" มีความหมายว่า ฝาดหรือขม ในภาษายิว ฉะนั้นเมื่อผู้คนได้ยินชื่อนี้ ก็จะทำให้นึกถึงว่านหางจระเข้ ซึ่งเดิมเป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อนต่อมาได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์ในยุโรปและเอเชีย และทุกวันนี้ว่านหางจระเข้ได้ติดกระแสนิยมทั่วโลกไปเรียบร้อยแล้วค่ะ ทั้งเป็นส่วนผสมของยา เครื่องดื่ม อาหาร และเครื่องสำอางค์ค่ะ

ว่านหางจระเข้ในไทยนิยมใช้เป็นยาพื้นบ้าน ซึ่งออกแนวกินก็ได้ทาก็ได้อะค่ะ คุณสมบัติการเป็นยาของว่านหางจระเข้มีดังนี้ค่ะ
- แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
ใช้น้ำเมือกจากว่านหางจระเข้รักษา แผลไฟลวก ขนาดรุนแรงที่สุด โดยทาน้ำเมือกที่แผลให้เปียกอยู่เสมอ แผลจะหายรวดเร็วมาก อาการปวดแผลหรือการเกิดแผลเป็นจะมีน้อยมากหรือไม่มีเลย
- ผิวไหม้เพราะถูกแดดเผา
ใช้วุ้นหางจระข้ทาบ่อยๆ ช่วยลด อาการปวดแสบปวดร้อน ผิวตึง และลดจำนวนผิวที่ลอก
- แผลจากของมีคมและแผลอื่นๆ
ทำความสะอาดแผลเสียก่อน แล้วเอาวุ้นปิดลงที่แผลให้สนิท เอาผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำเมือกลงไปให้ผ้าตรงบริเวณที่แผลเปียกอยู่เสมอ ช่วยให้แผลหายเร็ว และลดรอยแผลเป็น
- แผลครูดและแผลถลอก
ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาเบาๆ ให้ทั่วใน ๒๔ ชั่วโมงแรก ทาบ่อยๆ แผลจะไม่ค่อยเจ็บและหายเร็วมาก
- ป้องกันการติดเชื้อ
ใช้วุ้นหางจระเข้ ทาแผลรักษาแผลติดเชื้อได้ ทำให้แผลดีขึ้น ภายใน ๑๒ ชั่วโมง
-ผื่นคันที่เกิดจากการแพ้สารต่างๆ
เนื่องจากวุ้นหางจระข้จะมีฤทธิ์ระงับปวด จึงช่วยลดอาการคันด้วย และยังช่วยให้ผื่นคันหายเร็ว
- ลบรอยแผลเป็น
ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทา เช้า-เย็น จะลดรอย แผลเป็น
- ลบท้องลายหลังคลอด
ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาผิวท้อง ขณะตั้ง ครรภ์ แม้หลังคลอดแล้วก็ควรใช้ทาต่อเพื่อช่วยให้ผิวหน้าท้องกลับคืนสู่ สภาพปกติ คนที่เคยใช้ยืนยันว่าได้ผลดี
- เส้นเลือดดำขอดที่ขา
ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ทาที่บริเวณเส้นเลือด ดำขอด และมีบางคนใช้ได้ผลดีมาก
- แก้ปวดศีรษะ
นำว่านหางจระเข้ตัดให้เป็นแว่นบางๆ เอาปูนแดงทาที่วุ้น แล้วปิดที่ขมับ จะทำให้เย็นหายปวด
- กระเพาะลำไส้อักเสบ
รับประทานวุ้นหางจระเข้ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ วันละหลายๆ ครั้ง ใช้ได้ผลในรายที่ลำไส้ใหญ่อักเสบ หรืออวัยวะอื่น ในทางเดินอาหารเกิดการอักเสบ
- โรคปวดตามข้อ
รับประทานวุ้นว่านหางจระเข้ เป็นประจำจะหาย ปวดได้

ที่สำคัญนะคะ สรรพคุณของว่านหางจระเข้ที่ได้รับการยอมรับแล้วจากการวิจัยจากสถาบันต่างๆ มีมากมาย ..... ซึ่งถ้าเพื่อนๆอ่านแล้วอาจบรรจุน้ำว่านหางจระเข้หรือว่านหางจระเข้ลอยแก้วไว้เป็นเมนูส่วนตั๊วส่วนตัวเลยก็ได้นะคะ  ดังนี้เลยคร้า 

- ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
- ช่วยต่อต้านและยับยั้งการขยายตัวของเซลมะเร็ง และ เชื้อไวรัส 

- ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรค
- ช่วยการหล่อลื่นของกระดูกข้อต่อและช่วยเคลือบผนังลำไส้ใหญ่
- ช่วยเสริมระบบการย่อยอาหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น( Metabolism)
-ช่วยกระตุ้นการก่อเกิดเซลใหมได้อย่างมีประสิทธิภาพรักษาแผลจากน้ำร้อนลวก,ไฟไหม้
- ช่วยให้การเกิดสภาวะการหลับลึกเป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง
- ช่วยเสริมในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานพบว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
- ช่วยทำให้เส้นโลหิตในสมองมีความแข็งแรง และยืดหยุ่นได้ดี
- ช่วยบำรุงผิวพรรณและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง 


นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ในปัจจุบันได้ถูกนำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางบำรุงความงาม ...... วันนี้แม่หมอเลยมีสูตรความงามมาฝากเพื่อนๆที่อยากใช้ว่านหางจระเข้มาทำดังนี้เลยค่ะ  อ้อจี๊สนึงนะคะ การนำว่านหางจระเข้มาทำอะไร ต้องแน่ใจว่าล้างยางออกให้สะอาดหมดก่อนนะคะ เพราะมิฉะนั้นจากสวยอาจเป็นการโดนยางของว่านกัดผิวเอาได้นะคะ

สูตร1 ผิวชุ่มชื่น
นำส่วนใบของว่านหางจระเข้ที่แก่จัด อายุมากกว่า 1ปี มาล้างให้สะอาด ตัดเอาวุ้นให้ได้ 1/2แก้ว ใส่ไว้ในชามเล็กๆ ใช้ส้อมยีให้เละ  ใช้ปลายนิ้วแตะวุ้นทาให้ทั่วใบหน้า เว้นบริเวณรอบตาและริมฝีปาก ระหว่างที่ทาคววรใช้ปลายนิ้วค่อยกดนวดไปด้วยทิ้งไว้ประมาณ 30นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด ผิวหน้าจะสดชื่น เปล่งปลั่งหมั่นทำทุกๆ 2 - 3 วัน สูตรนี้ยังใช้รักษาผิวหน้าที่ไหม้เกรียมและถูกแดดเผาอย่างๆได้ผลด้วย
สูตร 2 ผิวนุ่มละมุน
ถนอมผิวส่วนที่หยาบกร้าน เช่น มือ เท้า ข้อศอก หัวเข่า นำสับปะรดมาหั่นพอดีคำใช้ประมาณ 4 - 5 ชิ้น และว่านหางจระเข้ตัดเอาให้ได้วุ้นครึ่งถ้วยตวง ยีด้วยส้อมให้เละแล้วผสมน้ำผึ้งแท้ เคล้าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน  ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่กับน้ำอุ่น ซับด้วยผ้าขนหนูพอหมาดๆ แล้วชโลมด้วยครีมที่เตรียมไว้ ลูบไล้ให้ทั่วมือทั้งสองข้าง ทาที่ข้อศอก หัวเข่าและเท้า ทิ้งไว้ 10 - 15นาที จึงล้างออกด้วยน้ำอุ่นเปล่าให้สะอาด ซับให้แห้ง ทาผิวด้วยโลชั่น ทำประจำสัปดาห์ละ 1ครั้ง ผิวบริเวณที่หยาบกร้านจะนุ่มละมุนขึ้น
สูตร 3 ผมนุ่มเงางาม
บำรุงผมให้นุ่มหนา เงางามและแข็งแรง นำส่วนใบของว่านหางจระเข้มาทำวิธีเดียวกับสูตรที่ 1 แต่ใช้เพิ่มเป็น 1 ถ้วยตวง เสร็จแล้วเอาน้ำราดผมให้เปียกชุ่ม  ใช้ปลายนิ้วแตะครีมวุ้นว่านหางจระเข้ ชโลมผมให้ทั่วศรีษะ ขยี้เบาๆ ไปด้วยเพื่อให้เนื้อวุ้นกระจายไปทั่วเส้นผมอย่างทั่งถึง นำผ้านขนหนูผืนเล็กมาห่อคลุมไว้ให้มิดชิด หมักทิ้งไว้นานประมาณ 30 นาที จึงค่อยๆ ล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาดแล้วสระผมตามปกติ สูตรนี้ควรทำทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง ติดต่อกัน 1 - 2 เดือน เส้นผมจะมีน้ำหนักเป็นเงางาม และหนานุ่มขึ้น



อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเพื่อนๆเริ่มรักว่านหางจระเข้เหมือนแม่หมอหรือยังคะ ....กินก็ได้ ทาก็ดี แต่อย่าลืมระวังยางที่เปลือกหน่อยแล้วกันนะคะ ถ้าจะเอาสะดวกหน่อยก็ซือ้ที่แปรรูปแล้วนั่นแหละค่ะไร้กังวล

วันศุกร์

9วิธีคลายเครียดจากภาวะน้ำท่วม

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ยามนี้ทุกคนคงมีอาการคล้ายๆกันก็คือ เกิดภาวะความเครียดจากภาวะปัญหาน้ำท่วม .......  จะต่างกันก็ตรงบางคนเครียดน้อย บางคนเครียดมากเท่านั้นแหละค่ะ แม่หมอก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆนะคะ แล้ววันนี้แม่หมอก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อาจช่วยคลายความเครียด มาฝากเพื่อนๆ ลองนำไปใช้ดูนะคะ 

 

1.จิบน้ำเปล่าเย็นๆ จิบน้ำทีละน้อย จะช่วยให้จิตใจและร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา และจะช่วยลดความตึงเครียดลงได้บ้าง

2.บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ ให้มือซ้ายจับไหล่ขวา บีบกล้ามเนื้อให้แน่นพร้อมหายใจเข้า จากนั้นหายในออกและหันไปทางซ้ายจนสามารถมองไหล่ซ้ายของตัวเอง และทำอีกด้านเหมือนๆกัน       

3.นวดใบหู  แตะปลายนิ้วทั้ง 2 ข้างที่ใบหู เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหู จากนั้นบีบนวดและคลี่รอยพับของใบหูทั้ง 2 ข้างออก

4. กดขมับคลายเครียด ใช้นิ้ว 2 นิ้ว กดลงบนหน้าผากทั้ง 2 ด้าน ประมาณกึ่งกลางระหว่างขนคิ้ว และตีนผม กดค้างไว้ประมาณ 3-10 นาที 

5.  พักสายตา โดยการมองต้นไม้ใบหญ้า ปล่อยสมองให้ว่างชั่วคราว

6.สูดกลิ่นหอมเย็นๆของน้ำมันหอมระเหย หรือยาดมกลิ่นเย็นๆก็พอจะทำให้จิตใจโปร่งสบายได้บ้าง

7.  ลดการบริโภคข่าวชั่วขณะ หันมาฟังเพลง หรือดูรายการเบาสมองคลายเครียดดูบ้าง

8. ปลง คิดซะว่าเราทำดีที่สุดแล้วภายใต้สถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้

9. ยิ้มให้คนรอบข้างส่งกำลังใจให้กันและกันหรือจะโทรศัพท์คุยกับคนรู้ใจก็ดีนะคะ 

วันอังคาร

กรดไหลย้อนโรคฮิตติดกระแส

สวยด้วยสุขภาพ ในสวยใสๆสไลแม่หมอ วันนี้ขอเกาะเทรนด์โรคสุดฮิตติดกระแส นั่นก็คือโรคกรดไหลย้อน นั่นเองค่ะ ........ อันที่จริงโรคกรดไหลย้อนไม่ได้เป็นโรคแปลกใหม่สำหรับคนไทยเลยนะคะ  สาเหตุของโรคเกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ...... ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคนี้ก็คือ พฤติกรรมการบริโภคของคนยุคใหม่ที่ไม่ค่อยกินข้าวเช้าแล้วชอบกินอาหารเย็นหนักๆ อิ่มปุ๊ปก็นอน ........ อาหารจึงยังตกค้างอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ต้องหลั่งกรดออกมาย่อยประกอบกับท่านอนที่หัวเสมอหรือต่ำกว่าลำตัว ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาที่ลำคอ เกิดอาการแสบระคายเคืองขึ้นได้ค่ะ......... 

อาการของโรคกรดไหลย้อน ......... จะเป็นคนละแบบกับโรคกระเพาะนะคะ โดยทั่วไปก็จะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว ปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่แล้วลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอ ............... ในบางรายอาจมีอาการแสดงออกนอกหลอดอาหารได้ เช่น อาการทางปอด หรืออาการทางคอและกล่องเสียง เสียงแหบเรื้อรัง มีไอเรื้อรัง มีกลิ่นปาก ...... หรือในบางรายอาจมีอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด หรืออาการเจ็บหน้าอกได้ค่ะ .......  และถ้าปล่อยให้หลอดอาหารส่วนปลายระคายเคืองไปนานๆ อาจทำให้หลอดอาหารเป็นมะเร็งได้ด้วยนะคะ ก็เรียกว่า เป้นโรคที่อาจเกิดอันตรายได้อย่างไม่คาดคิดเลยละค่ะ ........โรคนี้มักจะพบในทุกกลุ่มอายุ แต่ที่พบมากและมักจะมีอาการรุนแรง จะเป็นกลุ่มคนอ้วน ยิ่งกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้นค่ะ


ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามีอาการดังกล่าวต้องทำอย่างไรบ้าง ........ พบแพทย์เลยค่ะ โดยปกติแล้วแพทย์จะสามารถวินิจฉัยได้จากอาการดังที่กล่าวมาและสามารถให้การรักษาเบื้องต้นได้..........  แต่ในบางรายอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ส่องกล้องทางเดินอาหาร ตรวจทางรังสีวิทยา การตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร และการตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร ซึ่งพบว่าได้ผลแม่นยำและดีที่สุดในปัจจุบันค่ะ ......... ส่วนการจะจัดการกับโรคกรดไหลย้อนเบื้องต้นก็คือการปรับเปลี่ยนการกิน และปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตค่ะ

การปรับเปลี่ยนอาหารการกิน มีดังนี้ค่ะ

1.หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดผ่อนคลายไม่กระชับ เช่น ช็อกโกแลต  น้ำมัน ของทอดและอาหารที่มีไขมันสูง  

2. หลีกเลี่ยงอาหารที่ไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร เช่น ชา กาแฟ หน่อไม้ฝรั่ง ลูกพรุน ส้ม  น้ำมะเขือเทศ  น้ำส้มสายชู 

 3.หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อนเช่นกระเทียม หัวหอม พริก พริกไทย มาสตาร์ด  

4.หลีกเลี่ยง เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ อันได้แก่ เหล้า เบียร์ ไวน์รวมถึง น้ำอัดลม โซดา เนื่องจากมีแก๊สที่ทำให้ปริมาตรกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น

5. หลีกเลี่ยงของขบเคี้ยวที่มีส่วนประกอบของมินท์ เช่นหมากฝรั่งเปปเปอร์มินท์

6.รับประทานขมิ้นชันก่อนอาหาร จะช่วยรักากรดไหลย้อนได้ค่ะ  




การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตได้แก่

1.อย่ากินอิ่มเกิน กินแต่น้อยแต่หลายมื้อได้ อย่ากินอย่างเร่งรีบ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด อย่าดื่มน้ำมากพร้อมอาหาร

2.กินอาหารแล้วห้ามออกกำลังกายหรือนอนทันที ควรทิ้งช่วงประมาณ 2-3 ชั่วโมง

3. เมื่อรู้สึกว่ากรดไหลย้อน ให้ดื่มน้ำ กลืนน้ำลาย หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง(ที่ไม่มีส่วนผสมมินท์  เพื่อช่วยสลายกรด 

4.อย่าก้มช่วงหลังกินอาหารเสร็จใหม่ๆ 

5.อย่าใส่เข็มขัดหรือเสื้อผ้ารัดแน่นเกินไป

6. พยายามนอนตะแคงขวาเพื่อจะได้ไม่กดทับท้องจนกรดไหลย้อน

7. ควรยกหัวเตียงให้ลาดสูงขึ้นประมาณ 6-8 นิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้กรดคั่งในหลอดอาหาร

8.พยายามอย่าเครียด ผ่อนคลายให้มากขึ้น เพราะความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีกรดมาก

9.งดสูบบุหรี่

 สุขภาพที่ดี เราทำได้นะคะ แม้กรดไหลย้อนจะเป็นโตคฮิตติดกระแสแต่เราป้องกันได้นะคะ ......  หรือถ้าเริ่มเป็นแล้วก็สามารถรักษาได้โดยการดูแลอาหารการกินและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา .... ซึ่งสิ่งที่น่าระวังอีกอย่างก็คือ หากมีอาหารผิดปกติควรไปพบแพทย์นะคะ เพราะ หลายคนคิดว่าตัวเองเป็นโรคกระเพาะ ไปซือ้ยามากินเอง แล้วก็ไม่หายหรอกค่ะ เพราะโรคที่เป็นกลับกลายเป็นกรดไหลย้อนโรคฮิตติดกระแสนั่นเองค่ะ

วันอาทิตย์

exercise หน้าจอคอมพิวเตอร์

สวยด้วยสุขภาพในสวยใสๆสไล์แม่หมอวันนี้จะพาเพื่อนๆมาexercise หน้าจอคอมพิวเตอร์กันค่ะ..... แหม เพื่อนๆคะ หากเราต้องนั่งทำงานบนเก้าอี้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเดิน หรือเปลี่ยนอิริยาบถเลย ก็อาจทำให้เราเกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอ แขน ไหล่ หลัง สะโพก รวมทั้งกล้ามเนื้อตา ... สังเกตุมั๊ยคะ คนรุ่นใหม่ชอบเป็นโรคอะไรแปลกๆที่คนสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นกัน อย่างเช่น นิ้วล็อค ผังผืดทับเส้นประสาท ไมเกรนเรื้อรัง ... แม่หมอว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เราทำงานในท่าเดิมๆโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบทเลย  ว่าแล้วแม่หมอเลยขอชวนเพื่อนๆมา exerciseหน้อจอคอมกับแม่หมอเลยดีกว่าค่ะ มีทั้งหมด7ท่านะคะ


- ท่ายืดแขน

ประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน หงายฝ่ามือขึ้นฟ้า ยืดแขนตั้งเหนือศีรษะ หลังตรง และเอียงลำตัวไปทางซ้าย ค้างไว้ 2 วินาที ก่อนสลับไปทางขวา ค้างไว้เช่นเดียวกัน ทำสลับไปมา 2 รอบ

- ท่าเอียงคอ

ก้มศีรษะลง 2 วินาที แล้วเงยศีรษะขึ้นด้านบนอีก 2 วินาที ก่อนเอียงศีรษะไปทางซ้ายและทางขวา ค้างไว้ด้านละ 2 วินาทีทำสลับไปมา 2 รอบ

- ท่าหมุนไหล่

วางแขนเหยียดตรงข้างลำตัว ยกไหล่สองข้างขึ้น หมุนไปด้านหลังก่อนปล่อยลงทำซ้ำในทิศทางตรงกันข้ามทำสลับไปมา 2 รอบ

- ท่าเอียงข้าง

ห้อยแขนไว้ข้างลำตัว เอียงไหล่ และลำตัว ซ้าย-ขวา สลับกันทำสลับไปมา 2 รอบ

- ท่างอข้อเท้า

ให้ยกขาข้างหนึ่งขึ้นจากพื้นแล้วเหยียดตรง เหยียดข้อเท้าให้ปลายเท้าชี้ออกไปข้างหน้า งอปลายเท้ากลับท่าเดิม แล้วเปลี่ยนข้าง ทำสลับไปมา 2 รอบ

- ท่างอมือ

 ยกแขนข้างหนึ่งขึ้น แล้วเหยียดตรงไปด้านหน้า งอข้อมือขึ้นตั้งฉากกับท่อนแขนแล้วเหยียดลงเช่นเดิม เปลี่ยน ทำสลับไปมา 2 รอบ

- ท่าบริหารตา

ใช้ฝ่ามือปิดตา พร้อมกับหลับตาลง สูดหายใจเข้า-ออกลึก ๆ 8-10 ครั้ง เลื่อนฝ่ามือลง แล้วเปิดตา จากนั้นให้กระพริบตาถี่ๆ จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาได้

เป็นไงบ้างคะเพื่อนๆ ทำตามแม่หมอแล้วรู้สึกดีขึ้นมั๊ยคะ.... การexercise จะช่วยให้เราหายปวดเมื่อย กระฉับกระเฉงขึ้น และทำให้หายเหนื่อยล้าได้นะคะ ... เพื่อนๆลองทำเป็นประจำนะคะ แล้วจะรู้สึกว่าชีวิตการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นี่ก็ไม่ได้ทำให้สุขภาพเราแย่เสมอไปหรอกค่ะ .... ด้วยรักและหวังดี จากแม่หมอคนเดิม

วันพุธ

Detox เพื่อสุขภาพ

สวยใสๆสไตล์แม่หมอ วันนี้จะชวนเพื่อนๆมารู้จักกับการDetox หรือการล้างพิษกันค่ะ ....ท็อกซิน (Toxin) คือ พิษอันเกิดจากเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายของเรา ตลอดจนความเครียดที่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายของเรา เมื่อท็อกซินสะสมอยู่ในตัวเรามากๆเข้า ก็จะทำลายระบบภูมิชีวิต จนอาจทำให้เราเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆขึ้นได้ค่ะ ....... สังเกตุอาการง่ายๆ เช่น ลิ้นเป็นฝ้า ตาขุ่น ปากแห้ง จมูกแห้ง ตัวร้อน หน้าตาไม่สดใส ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว คอ หลัง ไหล่ นอนไม่หลับ  ......  วิธีกำจัดท็อกซินนี้เรียกว่า ดีท็อกซิฟิเคชั่น (Detoxification ) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “ดีท็อกซ์“ ค่ะ   ที่นิยมกันมีหลายวิธีด้วยกันนะคะ  เช่น  การสวนทวาร  การอบไอน้ำ อบซาวน่า การออกกำลังกาย การนวด  การใช้ยา สมุนไพร

การสวนทวารล้างพิษเป็นวิธีการ "ดีท็อกซ์"ที่นิยมกันมาก ........  เป็นวิธีกำจัดท็อกซินออกจากร่างกายวิธีหนึ่งโดยเฉพาะท็อกซินที่คั่งค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่  ไม่ใช่ทำเพื่อแก้อาการท้องผูก แต่การถ่ายอุจจาระออกมาด้วยถือว่าเป็นผลพลอยได้ค่ะ การที่ลำไส้ของเราจะมีลักษณะเป็นขดซ้อน ทำให้เกิดการสะสมของของเสียในลำไส้ใหญ่ การสวนล้างทวารจะช่วยล้างสารพิษสะสมได้ค่ะ

การทำดีท็อกซ์ต้องใช้น้ำสำหรับสวนเข้าทางทวารหนัก ......... น้ำสำหรับดีท็อกซ์มีหลายสูตร คือ สูตรน้ำกาแฟ สูตรน้ำมะขามเปียก  สูตรน้ำมะนาว สูตรน้ำอุ่นเปล่าๆ  ......... แต่สูตรน้ำดีท็อกซ์ที่นิยมกันมากที่สุดจะเป็น สูตรน้ำกาแฟ เพราะในกาแฟมี "คาเฟอีน" ที่ช่วยในการกระตุ้นให้ท็อกซินถูกขับมาตามเครือข่ายเส้นเลือดดำ ซึ่งเชื่อมโยงต่อเนื่องตั้งแต่ตับ กระเพาะ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ม้าม ลำไส้เล็ก จนถึงลำไส้ใหญ่ค่ะ

การทำดีท๊อกซ์สวนทวารโดยใช้น้ำกาแฟปัจจุบันจะมีเป็นชุดขาย....... หาซือ้ได้ตามร้านอาหาร- ของใช้เพื่อสุขภาพ หรือร้านขายยานะคะ...........  อุปกรณ์ก็จะมีถุงใส่น้ำดีท๊อกซ์ สายยางพร้อมวาว์ลเปิดปิด  ผงกาแฟพร้อมผ้ากรอง และวาสลีน ประมาณนี้แหละค่ะ  คราวนี้มาที่วิธีการทำนะคะ การทำดีท๊อกซ์

1. นำน้ำกาแฟ ที่อุ่นพอดีกับอุณหภูมิร่างกายของเราเทใส่ถุงสำหรับสวนเริ่มจากปริมาณซัก1.2ลิตรก่อนก็ได้ค่ะ  โดยปิดวาวส์ที่ปลายท่อก่อนใส่น้ำกาแฟ


2. แขวนถุงดีท็อกซ์ไว้ด้านปลายเท้าให้สูงจากพื้นประมาณ 120 ซม. (ถ้าแขวนสูงเกินไปความดันน้ำจะมากทำให้น้ำไหลเร็ว อาจกลั้นไม่อยู่ ถ้าแขวนต่ำเกินไปน้ำจะไหลช้า)


3. เปิดวาว์ลพื่อไล่อากาศออกจากสายยาง โดยให้น้ำกาแฟไหลผ่านท่อเล็กน้อย แล้วปิดวาวส์ หลังจากนั้นให้ทาวาสลีนที่ปลายท่อประมาณ 2 นิ้ว


4. นอนตะแคงขวา (สะโพกด้านขวาลงพื้น) เหยียดขาขวาตรง ขาซ้ายก่ายบนขาขวาเหมือนท่ากอดหมอนข้าง


5. สอดปลายท่อที่ทาวาสลีน เรียบร้อยแล้วเข้าทางทวารหนัก ลึกประมาณ 2 นิ้ว เปิดวาวส์ให้น้ำกาแฟเข้าจนหมด แล้วดึงท่อออกจากทวารหนัก


6. ให้นอนหงาย เหยียดขาตรง ใช้มือนวดท้องวนจากขวาไปซ้าย (เหนือบริเวณสะดือใต้ชายโครง) อั้นให้ได้นานประมาณ 5-10 นาที แล้วลุกขึ้นถ่าย ขณะถ่ายไม่ต้องเบ่ง


ข้อควรระวัง ของการทำดีท๊อกซ์ .........  ก่อนจะสวนทวารต้องปล่อยน้ำออกจากสายยางเพื่อไล่ลมก่อน มิเช่นนั้นจะเกิดลมในช่องท้อง ทำให้อึดอัด และในกรณีคนที่ไม่กินกาแฟ อาจเกิดอาการคลื่นไส้ เวียนหัวได้ ........ คนที่ผ่าตัดมาไม่ควรทำดีท็อกซ์นะคะ


ข้อดีในการทำดีท๊อกซ์ ..........หลังทำดีท็อกซ์ด้วยการสวนทวาร จะรู้สึกได้ถึงความโล่งโปร่งเบาสบายตัว แต่หากเพื่อนๆรู้สึกไม่สบาย แสดงว่าร่างกายอาจไม่เหมาะกับการดีท็อกซ์วิธีนี้ ควรหยุดทำค่ะ ....... สำหรับเพื่อนๆที่ประสบความสำเร็จอย่างดีในการทำดีท็อกซ์ ขอแนะนำให้ทำต่อเนื่องสัก 3 หรือ 5 วัน (วันละครั้ง) เพื่อล้างพิษออกให้หมด หลังจากนั้นอาจทำเมื่อมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเป็นไข้ ปวดเมื่อยตามตัวตามข้อ ลิ้นเป็นฝ้า ก็สามารถสวนทวารล้างพิษได้อีกค่ะ ...... อย่างไรก็ตาม ไม่ควรทำดีท็อกซ์บ่อยเกินไป ประเภทว่าทำทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ เพราะจะทำให้แบคทีเรียที่ดีในลำไส้ใหญ่ของเราพลอยถูกทำลายด้วย แถมยังอาจมีผลให้ระบบขับถ่ายผิดปกติไปได้นะคะ  ....... เวลาที่เหมาะสมในการทำดีท็อกซ์คือ ตอนเช้าหลังจากเข้าห้องน้ำถ่ายเรียบร้อยแล้ว ก่อนอาหารเช้าค่ะ

ใครที่อ่านจบแล้ว เกิดอาการกลัวไม่กล้าทำ ..... แม่หมอมีข้อแนะนำที่ง่ายกว่าการทำดีท๊อกซ์โดยการสวนทวารด้วยน้ำกาแฟ......... นั่นก็คือการดื่มน้ำมากๆ ซักวันละ10แก้ว และรับประทานผักผลไม้ที่มีกากมากๆ งดเนือ้สัตว์ที่ย่อยยากและนมเป็นบางช่วง รวมทั้งการออกกำลังกายให้ได้เหงื่ออย่างสม่ำเสมอ จะเป็นวิธีการธรรมชาติที่ช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกายที่ได้ผลและไม่น่ากลัวเลยละค่ะ ..... รู้จักวิธีง่ายๆ ก็น่าจะลองทำก่อนจะลองวิธีที่ยากๆนะคะ..... ว่ามั๊ยคะเพื่อนๆ

วันเสาร์

10 วิธีถนอมกระดูกสันหลัง

สวยด้วยสุขภาพกับสวยใสๆสไตล์แม่หมอวันนี้........  จะขอพาเพื่อนๆมาใส่ใจอวัยวะที่แสนสำคัญของเราที่บางครั้งเผลอลืมไป นั่นก็คือ กระดูกสันหลังของเราค่ะ ........ มนุษย์เงินเดือนหรือคนทำงานวันนี้ใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ทำงานนั่งหลังขดหลังแข็ง จนลืมดูแลพฤติกรรมตัวเองไปกันเกือบหมดแล้ว ส่งผลให้โครงสร้างร่างกาย โดยเฉพาะกระดูกสันหลังที่เป็นเสาหลักของร่างกาย เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททุกเส้น ที่ออกไปควบคุมการทำงานของร่างกายในทุกระบบ เพื่อให้ร่างกายไม่ถูกทำร้ายด้วยความไม่รู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ..........วันนี้แม่หมอ มีวิธีการหลีกหนีความเสี่ยงที่จะทำร้ายกระดูกสันหลังจาก ซีเคร็ท เชพ เวลเนส เซ็นเตอร์ (Secret Shape Wellness Center)มาฝากค่ะ ลองอ่านดูนะคะ


1. การนั่งไขว่ห้าง จะทำให้น้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่ง เป็นผลให้กระดูกคด

2. การนั่งกอดอก ทำให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้า ทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า มีผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขน อาจทำให้มืออ่อนแรง หรือชาได้

3. การนั่งหลังงอ หลังค่อม เช่น การอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานๆ เป็นชั่วโมง จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแลกติค มีอาการเมื่อยล้า ปวด และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา

4. การนั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนัก เพราะฐานในการรับน้ำหนักตัวแคบ

5. การยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว การยืนที่ถูกต้องควรลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพกจะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย

6. การยืนแอ่นพุง/หลังค่อม ควรยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย เพื่อเป็นการรักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่นและทำให้ไม่ปวดหลัง

7. การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลัง

8. การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว ไม่ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนเป็นการถือกระเป๋า โดยใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างให้เท่าๆ กัน อย่าใช้แค่ข้างใดข้างหนึ่งตลอด เพราะจะทำให้ต้องทำงานหนักอยู่เพียงซีกเดียว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้

9. การหิ้วของหนักด้วยนิ้วบ่อยๆ จะมีผลทำให้มีพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ

10. การนอนขดตัว/นอนตัวเอียง ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ถูกต้องที่สุด ควรนอนให้ศีรษะอยู่ในแนวระนาบ หมอนหนุนศีรษะต้องไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคง ให้หาหมอนข้างก่ายโดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้าง เพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก นสพ. มติชน

วันพุธ

สวยใสต้องไม่ไร้สมองนะคะ

เพื่อนๆขา วันนี้สวยด้วยสุขภาพกับสวยใสๆ สไตล์แม่หมอ จะพาเพื่อนๆลองมาสำรวจสุขภาพสมองเรากันซะหน่อย ดีมั๊ยคะ......  การที่เราจะสวยได้นี่ไม่ง่ายเลยนะคะ ไหนจะสวยภายนอก ไหนจะสวยภายใน และที่สำคัญ การมี positive thinking และการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เปิดมุมมองความคิด และพัฒนาความสามารถของตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันเลยนะคะ ........ ว่าถึงเรื่องสมอง วันนี้แม่หมอมีพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพสมองมาฝากเพื่อนๆ อ่านแล้ว ก็อย่าทำนะคะ  เราชมรมสวยใสๆ จะสวยกันทั้งที สุขภาพสมองต้องสมบูรณ์ คร้า

1. ไม่รับประทานอาหารเช้า
หลายคนคิดว่าการไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ  แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อมได้นะคะ

2. รับประทานอาหารมากเกินไป
การทานอาหารมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัวได้นะคะ อันเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้นค่ะ
3. การสูบบุหรี่
เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

4. รับประทานของหวานมากเกินไป
การทานของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ อันเป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาสมองได้ค่ะ

5. มลภาวะ
สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลงค่ะ

6. การอดนอน
การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน การอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้นะคะ

7. นอนคลุมโปง
การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลง ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองค่ะ

8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย
การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว

9. ขาดการใช้ความคิด
การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อได้ค่ะ

10. เป็นคนไม่ค่อยพูด
ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง การไม่พูดเลยจะทำให้สมองไม่ค่อยได้พัฒนานะคะ

วันอาทิตย์

กรุ๊ปเลือดกับอาหารและการออกกำลังกาย

สวยด้วยสุขภาพ กับแม่หมอวันนี้ จะชวนเพื่อนๆมาเลือกอาหารให้เข้ากับกรุ๊ปเลือดของเรากันค่ะ ........   เพราะเลือดแต่ละกรุ๊ปจะส่งผลถึงลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกัน การเลือกอาหารให้เหมาะกับกรุ๊ปเลือดรู้ว่าอะไรควรและไม่ควรรับประทานอะไรบ้าง  และออกกำลังกายประเภทไหนน่าจะดี  น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของเรา  ....... มาดูกันเลยมั๊ยคะ อ้อก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าเราเลือดกรุ๊ปอะไร O  A B หรือว่า AB  ก็เช็คได้ง่ายๆตามสถานที่รับบริจาคเลือดหรือ คลีนิคทั่วไปค่ะ เมื่อรู้แล้วก็ตามมาดูรายละเอียดตามด้านล่างนี้เลยค่ะ 

กรุ๊ป O

     ถือว่า เป็นเลือดกรุ๊ปแรกของมนุษย์เราเลยก็ว่าได้ ........... เพราะเป็นมนุษย์กลุ่มแรกของโลกที่ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์เป็นอาหาร ดังนั้น คนที่มีเลือดกรุ๊ป O จะมีสุขภาพแข็งแรงดี สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิด เพราะน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยโปรตีนได้ง่าย


     แต่มักมีปัญหาเลือดแข็งตัวช้า ทำให้ระบบเผาผลาญพลังงานไม่ดีนัก ........ ดังนั้น อาหารที่เลือกรับประทาน ได้แก่ เนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมันมาก โดยเฉพาะเนื้อหมู ซึ่งร่างกายสามารถย่อยได้ง่ายอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคแผลเน่าเปื่อย หรือเกิดการอักเสบได้ง่ายกว่าคนที่มีเลือดกรุ๊ปอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้น การรับประทานเพื่อบำรุงจึงขาดกันไม่ได้


     ควรเลือกรับประทาน ผักใบเขียวเพื่อได้รับวิตามินเค........ จะช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น นอกจากผักใบเขียวแล้ว คนกรุ๊ปเลือดนี้ ควรรับประทาน มะเขือเทศ แครอท และน้ำผลไม้รวม เพื่อเพิ่มเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยบำรุงสายตา

     การออกกำลังกายควรเลือกที่ใช้พลังงานมาก....... เช่น การแอโรบิค ว่ายน้ำ จะทำให้ช่วยคุมน้ำหนักให้คงที่ได้เป็นอย่างดี

กรุ๊ป A


     กลุ่มเลือดนี้เกิดขึ้นในช่วงหมดยุคสมัยแห่งการล่าสัตว์ .......... มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งและรู้จักการเพราะปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารแทนเนื้อสัตว์ ดังนั้น คนกรุ๊ปเลือดนี้จึงเหมาะกับอาหารประเภทข้าว แป้ง และผัก ผลไม้เป็นที่สุด


     ข้อควรจำ คือคนเลือดกรุ๊ป A จะอ่อนไหวต่อโรคมะเร็งมากกว่า หมู่อื่นๆ ........ จึงควรลดหรือละเว้น นม เนื่องจากแอนติเจนที่อยู่ในเซลล์ของเลือดกรุ๊ป A เอง และเนื่องจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดต่ำ คนกรุ๊ปเลือดนี้ จึงไม่ควรรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูปที่มีสารไนไตรท์มาก อาหารที่ควรเลือกรับประทานได้แก่ อาหารทะเล ผักต่างๆและธัญพืช เช่น ซีเรียลโฮลวีท ที่มีใยอาหาร ช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร วิตามินบี เพื่อช่วยการทำงานของระบบประสาท และเม็ดเลือดแดงให้แข็งแรง


     ข้อควรระวังสำหรับคนกรุ๊ปเลือดนี้ คือความเครียด ......... การออกกำลังกาย ที่ใช้พลังงานมาก กลับยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้น จึงควรฝึกโยคะ นั่งสมาธิ ตีกอลฟ์ หรือเต้นระบำเพื่อรักษาสมดุลตามธรรมชาติ


กรุ๊ป B


     พวกที่อยู่ในกลุ่มเลือดกรุ๊ป B ถือว่าเป็นเลือดที่ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นอันดับสามของมนุษย์........... เป็นช่วงที่มนุษย์เริ่มทำการเกษตรเป็นแล้ว ก็เริ่มนำสัตว์มาเลี้ยงและรับประทานเนื้อ ดังนั้น คนกรุ๊ปเลือดนี้ จึงรับประทานได้หลากหลาย ทั้งเนื้อ นม ไข่ ผัก ผลไม้


     แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีไปเสียหมด เพราะจุดอ่อนอยู่ตรงที่มักมีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้........  ดังนั้นจึงควรเสริมอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เช่น ผักใบเขียว ผลไม้สด ข้าวกล้อง นมและผลิตภัณฑ์จากนม อย่างการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ ทำจากนม สามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าท้องไส้จะปั่นป่วน หรือท้องเฟ้อเรอเหม็น เปรี้ยว อย่างคนกรุ๊ปเลือด A


     ส่วนการออกกำลังกาย สามารถทำได้หลากหลายเช่นกัน.........  ไม่ว่าจะเป็น แอโรบิค ว่ายน้ำ กอล์ฟ หรือแม้แต่โยคะ

กรุ๊ป AB


     มาถึงเลือดกรุ๊ปสุดท้ายที่เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์เรา........... พบว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 1,000 กว่านี้เอง จะมี 2 ลักษณะในตัว คือเป็นได้ทั้ง แบบกรุ๊ป A และกรุ๊ป B จึงสามารถรับประทานได้ทั้ง 2 กรุ๊ปเลือดตามใจชอบ


     แต่ควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมาก และเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก .......... เนื่องจากน้ำย่อยมีความเป็นกรดต่ำ จึงทำให้ย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ไม่ค่อยดีนัก มักจะมีกรดเกิดขึ้นมาก ในท้องส่วนล่าง หรือลำไส้ใหญ่ อาจสังเกตได้ง่ายๆ ถ้ามีอาการผิดปกติ คือ จะเรอบ่อย

     อาหารที่ควรรับประทาน เช่น อาหารทะเล ผักสด เต้าหู้ ผลไม้จำพวกส้มโอ องุ่น..........  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโยเกิร์ต เนื่องจากจะช่วยในการย่อย กระเพราะอาหารไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป และควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อขับไล่ของเสียในร่างกายที่มีมากกว่าคนกรุ๊ปอื่น ซึ่งเป็นเพราะความซับซ้อนทางด้านชีวเคมี

     ส่วนการออกกำลังกาย เลือกที่ทำให้จิตใจสงบมีสมาธิ อย่างเช่น โยคะ ยิงธนู เป็นต้น
สวยด้วยสุขภาพ

วันเสาร์

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกและวัคซีนเอชพีวี

สวยใสๆสไตล์แม่หมอ วันนี้ขอพาเพื่อนสาวมารู้จักกับวัคซีนผู้หญิ๊ง ผู้หญิง นั่นก็คือ วัคซีนเอชพีวี ที่ป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกกันค่ะ ..... ว่าไปแล้ว เจ้ามะเร็งปากมดลูกนี่เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย โดยแต่ละปีจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณปีละ 6,000 คนในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เสียชีวิต ซึ่งผู้หญิงไทยต้องเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยถึงวันละ7คน และมากกว่า80%อยู่ในช่วงอายุ30-60ปีนะคะ ...... โรคนี้ไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ แต่เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีซึ่งติดต่อได้ง่ายมากทางเพศสัมพันธ์ และถุงยางอนามัยไม่สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้100% ..... แต่มะเร็งปากมดลูกก็สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนเอชพีวีร่วมกับการตรวจแพปสเมียร์เป็นประจำ แต่ต้องบอกก่อนนะคะ ว่าววัคซีนเอชพีวี ป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีเฉพาะสายพันธ์16และ18 ได้100% ซึ่งทั้งสองสายพันธ์เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก70%  ... แต่ก็ยังคงเหลือความเสี่ยงอีก30%นะคะ  ว่าแล้วเรามาดูความเชื่อและความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้กันหน่อยนะคะ

ความเชื่อ  : มะเร็งปากมดลูกเหรอ  ก็เป็นโรคที่น่ากลัวนะ แต่ฉันคิดว่าฉันไม่เป็นหรอก เพราะฉันดูแลสุขภาพอย่างดี และคนในครอบครัวก็ไม่เคยมีใครเป็นมะเร็งปากมดลูกเลย
ความจริง  : มะเร็งปากมดลูกไม่ได้เกิดจากกรรมพพันธ์ แต่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีซึ่งติดต่อได้ง่ายมากทางเพศสัมพันธ์  แม้คนในครอบครัวของคุณจะไม่มีใครเคยเป็นมาก่อน คุณก็อาจเป็นมะเร้งปากมดลูกได้ ถึงดูแลสุขภาพทั่วไปอย่างดีแล้ว แต่ละเลยไม่ไปตรวจภายในเป็นประจำ

ความเชื่อ :ฉันไม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกหรอก เพราะคู่ของฉันเป็นคนซื่อสัตย์รักเดียวใจเดียว ไม่มีทางจะไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นได้
ความจริง : จากการศึกษา ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า 46% ในกลุ่มผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย
เพียงคนเดียวเกิดการติดเชื้อเอชพีวีได้ ดังนั้นผู้หญิงทุกคนจึงมีความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกตราบใดที่ยังมีเพศสัมพันธ์

ความเชื่อ  : แฟนฉันใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่แล้ว ไม่มีทางได้รับเชื้อเอชพีวีหรอก
ความจริง  : ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันดรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆได้ แต่ไม่สามารถป้องกันเชื้อเอชพีวีได้ 100% ดังนั้นคุณจึงมีความเสี่ยงในการรับเชื้อเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกอยู่

ความเชื่อ : ฉันรู้ว่าวัคซีนเอชพีวีที่ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ แต่ฉันก็ตรวจแป๊ปสเมียร์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่เห็นต้องฉีดวัคซีนเลย
ความจริง : การฉีดวัคซีนเอชพีวีและการตรวจแป๊ปสเมียร์เป็นวิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่มีประสิทธิภาพทั้งคู่ โดยการฉีดวัคซีนเอชพีวีจะช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่ทำให้เซลล์ที่ติดเชื้อเกิดความผิดปกติและอาจเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง  ส่วนการตรวจแพปสเมียร์นั้นเป้นการตรวจหารอยโรคก่อนเป็นมะเร็ง ซึ่งหากพบความผิดปกติ ก็หมายความว่าอาจมีการติดเชื้อเอชพีวีแล้วและต้องได้รับการรักษา หากทำร่วมกันทั้ง 2 วิธีก็จะได้ผลดีที่สุดในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ความเชื่อ  : วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกต้องฉีดตั้งแต่ยังเด็ก ฉันแก่เกินไปที่จะไปฉีดวัคซีนป้องกันแล้วล่ะ
ความจริง  : จริงอยู่การฉีดวัคซีนในเด็กผู้หญิงอายุ10-11ปีจะได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเด็กยังไม่มีเพศสัมพันธ์จึงยังไม่ได้รับเชื้อ นอกจากนี้เด็กยังตอบสนองและสร้างภูมิคุมกันได้สูงกว่าผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อเอชพีวีก็ยังสามารถสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้สูงกว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดจากธรรมชาติมาก จึงยังได้ประโยชน์มากจากการฉีดวัคซีนเช่นกัน

ความเชื่อ : เคยได้ยินมาว่าถ้ามีเพศสัมพันธ์แล้ว ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกไปก็ไม่มีประโยชน์
ความจริง : จากการศึกษาผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว พบว่ามีน้อยกว่า 1% ที่พบการติดเชื้อเอชพีวีทั้ง
ชนิด 16 และ 18 พร้อมกันที่ปากมดลูก วัคซีนจึงยังสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ที่ไม่เคย
มีการติดเชื้อมาก่อน การฉีดวัคซีนในผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วจึงยังมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันมะเร็ง
ปากมดลูกอยู่

ความเชื่อ : ลูกของฉันยังเล็กอยู่ ยังไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับใคร ยังไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรอก
ความจริง : การติดเชื้อเอชพีวีเป็นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด โดยอัตราการติดเชื้อจะสุงที่สุดในวัยรุ่นตอนต้นหรือวัยที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ การให้ลูกฉีดวัคซีนตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยรุ่น จึงเป็นโอกาสสำคัญที่คุณจะให้ เพื่อปกป้องลูกสาวของคุณสำหรับอนาคตล่วงหน้า และเด็กก็จะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเด็กสามารถสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้สูงกว่าผู้ใหญ่มาก เพื่อพร้อมรับมือกับเชื้อที่เข้ามาเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์ ประเทศในยุโรปหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรเห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีนตั้งแต่ยังเด็ก รัฐบาลจึงจัดให้เด็กผู้หญิงอายุ 12 - 13 ปี  ฉีดวัคซีนเอชพีวีเพื่อป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกฟรีทุกคน ทั้งนี้สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้แนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีในเด็กหญิงอายุ 11 - 12 ปี

ความเชื่อ : วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเหรอ ฉีดชนิดไหนก็เหมือนกันแหละ ประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งคงไม่แตกต่างกันหรอก
ความจริง : ปัจจุบันมีวัคซีนในตลาด 2 ชนิด ซึ่งสามารถป้องกันเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็น
สาเหตุของมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่ถึง 70%  ชนิดแรกเป็นวัคซีน2สายพันธ์ เน้นป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่มีสาเหตุมาจากเชือ้เอชพีวีสายพันธ์16 และ18 ซึ่งเสริมสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันรุ่นใหม่ ทำให้สร้างภูมิคุ้นกันได้สูงกว่าและอยู่ได้นานกว่าอีกชนิด ซึ่งเป็นวัคซีน4สายพันธ์ ซึ่งใช้ป้องกันมะเร็งปากมดลูกจากสายพันธ์16 และ18 และยังอาจป้องกันหูดอวัยวะเพศจากสายพันธ์ 6และ11ได้

ความเชื่อ : ฉีดวัคซีนแล้วไม่จำเป็นต้องตรวจภายในแล้วล่ะ
ความจริง : วัคซีนเอชพีวีสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ได้เกือบ 100% ในผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อชนิดนั้นมาก่อน แต่อย่างไรก็ตามมะเร็งปากมดลูกอาจเกิดการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์อื่นได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้หญิงจึงควรตรวจภายใน (แพปสเมียร์) อยู่


ขอขอบคุณ  : ข้อมูลวิชาการโดย รศ นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันอังคาร

มารู้จักวัคซินไข้หวัดใหญ่กันหน่อยมั๊ยคะ

สวยด้วยสุขภาพ กับสวยใสๆสไตล์แม่หมอ วันนี้มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาฝากเพื่อนๆค่ะ........   แหมก็เดี๋ยวนี้อากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แล้วเชื้อโรคสมัยนี้ก็แรงซะเหลือเกินนะคะ  ไอค๊อกๆแค๊กๆแป๊ปเดียว เผลออีกทีก็เป็นไข้ต้องนอนซมซะแล้ว...... หรือบางทีการเป็นไข้หวัด เจ็บคอ การกินยาแก้อักเสบติดๆกันก็ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพนะคะ หรือแม้แต่การกินยาแก้ปวดยาลดไข้ต่อเนื่องก็เช่นกันค่ะ  ...... อันที่จริงวิธีการที่ถูกต้องในการป้องกันการเป็นไข้หวัด(ใหญ่) ก็คือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ  ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ  และหมั่นรักษาความสะอาด ..... แต่ในความเป็นจริงแล้ว บางครั้งเราๆ ก็อาจมีบางครั้งที่นอนดึกพักผ่อนไม่พอ ก็อาจทำให้เป็นไข้หวัดใหญ่ได้อะค่ะ ...... การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่อินเทรนด์พอสมควรเลยละค่ะ  เพื่อนๆลองอ่านดูนะคะ

โรคไข้หวัดใหญ่อาจก่อโรครุนแรงได้ในผู้ที่มีความเสี่ยงโดยเฉพาะผู้สูงอายุ....... ซึ่งควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างสม่ำเสมอ แต่ยังเป็นข้อโต้แย้งกันว่าสำหรับเด็ก วัคซีนมีความจำเป็นเพียงใด ปัจจุบันแนะนำให้ใช้เฉพาะในเด็กที่มีโรคประจำตัว (เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด โรคเอดส์ เป็นต้น) .....ส่วนการใช้วัคซีนสำหรับเด็กเล็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี อาจช่วยลดการเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบและโรคปอดอักเสบได้ ควรศึกษาความคุ้มค่าในการนำมาใช้ในเด็กกลุ่มนี้

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งจำแนกได้สามชนิด...... คือ ชนิดเอ บี และซี ชนิดเอทำให้เกิดโรคได้ในคนและสัตว์ ซึ่งทำให้การระบาดเกิดขึ้นได้บ่อย และมักเป็นสาเหตุของการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก สำหรับชนิดบีและซีก่อโรคเฉพาะในคนเท่านั้น การระบาดจึงอยู่ในวงจำกัดกว่า

ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มักมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลียมาก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร.......  และอาการหวัด บางคนอาจมีอาการรุนแรงต้องลางาน ขาดเรียน หรือต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ป่วยอาจจะมีอาการหลังได้รับเชื้อ 1-4 วัน โดยทั่วไปจะหายได้ในเวลา 5-7 วันหากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยผู้ใหญ่และเด็กเล็กอาจมีภาวะแทรกซ้อนของปอด สมอง และหัวใจได้

การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่พบได้เป็นประจำทุกปี......  เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้ตลอดเวลา เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของการระบาดในแต่ละครั้งจึงเป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ช่วงเวลาของระบาดในแต่ละพื้นที่ยังมีไม่ตรงกันด้วยคือ ในแถบซีกโลกเหนือจะมีการระบาดในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม-กันยายน) สำหรับประเทศไทยมักมีการระบาดเป็นสองช่วงคือ ช่วงฤดูฝน (มิถุนายน-ตุลาคม) และช่วงฤดูหนาว (มกราคม-มีนาคม)

ความน่ากลัวของไข้หวัดใหญ่คือ......  เคยเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกในปี พ.ศ. 2461 ซึ่งทำให้ผู้เสียชีวิตมากกว่า 50 ล้านคน หลังจากนั้นมีการระบาดใหญ่เป็นระยะๆ ในปี พ.ศ.2500, 2511 และ 2520 เชื่อว่าอาจมีสาเหตุมาจากการกลับมาใหม่ของเชื้อในอดีตที่หลบซ่อนตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อม หรือจาการข้ามสายพันธุ์ของเชื้อในสัตว์มายังคน (เช่น ไข้หวัดนกที่ทำให้เกิดโรคในคน) หรือจากการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมของเชื้อระหว่างคนกับสัตว์ ซึ่งสร้างความวิตกกังวลว่าอาจเกิดการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรง และทำให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างไปทั่วโลกได้ในช่วงเวลาอันใกล้นี้

วัคซีนไข้หวัดใหญ่

ปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีใช้กันมีสองชนิดคือ ชนิดฉีด และชนิดพ่นจมูก.......  วัคซีนชนิดนี้เป็นวัคซีนเชื้อตายจำนวน 3 สายพันธุ์คือ ชนิดเอ 2 สายพันธุ์ และชนิดบี 1 สายพันธุ์ ในแต่ละปีวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะถูกผลิตขึ้นใหม่ โดยองค์การอนามัยโลกจะเป็นผู้พิจารณาคาดเดา และกำหนดว่าสายพันธุ์ใดน่าจะมีการระบาดในปีนั้น ๆ และแยกผลิตเป็นสองสูตร เพื่อประเทศในซีกโลกเหนือกับซีกโลกใต้ สำหรับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกับเชื้อจากประเทศในซีกโลกใต้มากกว่า จึงแนะนำให้ใช้วัคซีนสูตรสำหรับประเทศในซีกโลกใต้

วัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป...... โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 9 ปีถ้าไม่เคยฉีดมาก่อน ในปีแรกให้ฉีด 2 เข็มห่างกัน 1 เดือน หลังจากนั้นให้ฉีดเข็มเดียวในแต่ละปี สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ฉีดปีละครั้ง โดยทั่วไปวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ร้อยละ 60-90 หรือหากเป็นโรค อาการของโรคมักไม่รุนแรง

แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนที่ใช้ในกรณีพิเศษ....... สำหรับผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่ได้แก่ ผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60-65 ปี) เด็กที่ต้องกินยาแอสไพรินเป็นเวลานาน ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคเลือด ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง) หญิงตั้งครรภ์ในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่อาศัยในศูนย์เลี้ยงดูคนชรา หรือผู้ที่ทำงานเลี้ยงดูเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็ก ระยะหลังหลายประเทศได้แนะนำให้ใช้วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปีด้วย

หลังจากฉีดวัคซีนอาจมีอาการปวดบวมแดงร้อนเฉพาะที่...... อาจมีไข้หรือปวดเมื่อยตามตัวได้นาน 1-2 วัน อาการข้างเคียงที่รุนแรงได้แก่ อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งพบน้อยมากและในประเทศไทยยังไม่รายงานของอาการข้างเคียงนี้

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดนกได้........ แต่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้วัคซีนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคจากการดูแลผู้ป่วยไข้หวัดนก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับทำลายสัตว์ปีกที่สงสัยว่าจะเป็นไข้หวัดนก โดยหวังป้องกันโอกาสที่โรคทั้งสองจะเกิดพร้อมกันในกลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เชื้อไวรัสทั้งสองชนิดมาผสมกันและเกิดการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม กลายเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สามารถก่อโรครุนแรง และอาจแพร่กระจายเชื้อไปยังบุคคลรอบข้าง

ขอขอบคุณ ข้อมูลดีๆจาก หนังสือ " วัคซีน....น่ารู้" สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

วันศุกร์

อบซาวน่าเพื่อสุขภาพที่ดีและผิวที่สดใส

สวยด้วยสุขภาพวันนี้  แม่หมอจะชวนเพื่อนๆมาอบซาวน่ากัน.....  อันที่จริง การอบตัวนี่มีหลายประเภทนะคะ ทั้งอบซาวน่า อบ streaming หรืออบไอน้ำ รวมไปถึงอบสมุนไพร และเข้ากระโจม ..... วันนี้เรามาคุยกันเรื่องเซาวน่าก่อนดีกว่า  ชื่อออกจะฝรั่งเพราะฉะนั้นต้นกำเหนิดคงไม่ใช่ในไทยแน่แล้วค่ะ ....... ซาวน่า เป็นวารีบำบัดวิธีหนึ่งของชาวฟินแลนด์ค่ะ ซึ่งมีประวัติเก่าแก่ยาวนานมาเป็นพันปี โดยชาวฟินแลนด์มักจะนิยมตัดต้นสนที่อยู่ข้างทะเลสาบในฤดูหนาวมาก่อเป็นห้องซาวน่าแล้วเข้าไปอบไอน้ำและความร้อนกันในนั้น หลังจากนั้นก็จะเจาะพื้นน้ำแข็งในทะเลสาบและลงไปแช่น้ำเย็นเยือกแข็งต่อในทันทีที่ออกมาจากห้องอบซาวน่า ยังผลให้ชาวฟินแลนด์มีภูมิต้านทานร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่ายค่ะ


ประโยชน์ของการซาวน่า

ลดสารพิษจากระบบเลือด ทั้งคลอเลสโตรอล โลหะหนัก สารเคมีตกค้าง น้ำส่วนเกิน และเซลล์ที่ตายแล้วโดยขับออกมาทางผิวหนังในรูปของเหงื่อ

เพิ่มการหมุนเวียนเลือด ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจน และสารอาหารอย่างทั่วถึง จึงช่วยลดความดันโลหิต

-ช่วยคลายอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ

ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยคลายความเครียดได้ดี

- เป็นการทำความสะอาดตัวเองด้วยการหลั่งเหงื่อและขับของเสียต่าง ๆ ที่เกิดจากการเผาผลาญออกมา

- ฆ่าเชื้อโรค ผิวพรรณสะอาดสดใส

-ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ถึง 600 ถึง 900 แคลอรี่ในแต่ละครั้ง


แต่ใช่ว่าจะมีเฉพาะข้อดีนะคะ ข้อเสียของการซาวน่าก็มีอยู่บ้างค่ะ ....... การอบซาวน่าเป็นระยะเวลานานๆ หลอดเลือดที่ผิวจะขยายตัว เลือดจะมากองอยู่บริเวณผิวหนังมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้อวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกาย เช่น สมอง หัวใจ ตับ ไต มีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง จึงไม่ดีแน่ถ้าจะอบซาวน่าเป็นระยะเวลานานๆ.........และเพื่อนชายของแม่หมออ่านตรงนี้กันซักนิดนะคะ  ที่ผ่านมาพบว่าผู้ชายที่ชอบอบซาวน่า หรือนอนแช่น้ำอุ่นนานๆ หรืออาบน้ำที่ร้อนจัด จะทำให้ปริมาณอสุจิลดลง เนื่องจากอสุจิจะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิร่างกายไม่เกิน 35.5 องศาค่ะ


วิธีการอบซาวน่าที่ถูกต้อง

การอบซาวน่าที่ถูกวิธีนั้นควรจะอยู่ในห้องอบซาวน่า ประมาณ 3 ไม่เกิน 5 นาที .......... หลังจากออกจากห้องซาวน่าแล้วให้ลงแช่ในบ่อน้ำเย็นต่อ (อุณหภูมิที่แนะนำควรจะต่ำกว่า 20 ?C) หรืออาจจะใช้วิธีอาบน้ำเย็นแทนในกรณีที่ไม่มีบ่อน้ำเย็นให้บริการ ........... โดยแช่น้ำเย็นสัก 2 นาที แล้วกลับไปอบซาวน่าอีก 3 นาที สลับกับลงบ่อน้ำเย็นอีก 2 นาที ทำสลับกันไปเช่นนี้สัก 3 รอบ (คือ ให้เริ่มด้วยอบร้อนก่อน แล้วจบด้วยแช่น้ำเย็น ทำเช่นนี้ 3 รอบ)  และยังมีรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมให้อีกดังนี้ค่ะ

- ให้ถอดเครื่องประดับทุกชิ้นออกก่อนเข้าห้องซาวน่า รวมถึงเครื่องประดับที่ติ่งหูและที่เจาะใส่จมูก โลหะเป็นสื่อนำความร้อน ลวกผิวให้ไหมพองได้


- ห้ามอบซาวน่าในขณะท้องอิ่ม ไม่ควรรับประทานอาหารใด ๆ ก่อนซาวน่าเป็นเวลา 2 ชั่วโมง

- ใครออกกำลังกายก่อนเข้าซาวน่าควรพัก และรอจนจังหวะการเต้นของหัวใจเป็นปกติ มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายต่อระบบของร่างกาย

- หัวใจสูบฉีดและเต้นเร็วขึ้นไม่ควรเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามากกว่านี้จะเกิดอันตรายต่อระบบของร่างกายได้เพระฉะนั้นให้ปรับอุณภูมิให้พอเหมาะกับตัวเราทุกครั้งนะคะ

- ควรอาบน้ำก่อนและเช็ดตัวให้แห้งหลังจากอาบน้ำ ผิวที่แห้งจะขับเหงื่อได้ดีและเร็วขึ้น และเพื่อให้เศษเซลส์ผิวหมองได้พองตัวและหลุดลอกจากผิวอย่างง่ายดาย

- ควรขัดผิวก่อนเข้าห้องอบ ผิวจะนุ่มยิ่งขึ้นความร้อนจะช่วยให้เศษไขมันในรูขุมขนละลายอ่อนตัว วิธีนี้เป็นการทำความสะอาดผิวที่ลึกขึ้น

- ขณะซาวน่าควรจิบน้ำเพียงเล็กน้อย ขณะที่หลั่งเหงื่อจะมีการดึงน้ำ และของเสียออกจากเนื้อเยื่อเข้าไปในระบบเลือด ถ้าร่างกายได้รับน้ำทันที ระบบเลือดจะดึงของเหลวจากลำไส้แทนการดึงจากเนื้อเยื่อ ซึ่งจะไปขัดขวางระบบขับของเสียโดยไม่รู้ตัว

การอบซาวน่าจะกระตุ้นให้ไตเกิดการฟอกของเสียขยันขันแข็งขึ้น หลังอบซาวน่าให้ดื่มน้ำแร่ หรือไวน์ที่ผสมโซดา หรือน้ำแร่แช่มะนาวฝานบางสักชิ้นในแก้วจะยิ่งดี แต่ห้ามดื่มแอลกอฮอล์

- อบซาวน่าเท่าที่ร่างกายรู้สึกสบายไม่ควรอบนานเกินไป บางคนแค่ 5 นาทีก็พอ บางคนอยู่นานถึง 20 นาที เฉลี่ยแล้วร่างกายได้รับประโยชน์ภายใน 8 นาที

- ได้เดิน 5-6 ก้าวจะดียิ่ง ให้เดินอย่างมากสัก 15 นาที และพักร่างกายให้สงบ 15 นาที ห้ามว่ายน้ำเด็ดขาด

- ควรผ่อนร่างกายให้เย็นลงอย่างช้า ๆ โดยเริ่มจากสูดหายใจเอาลมเย็น ๆ เข้าไปภายใน แล้วอาบน้ำเย็น เมื่อระบบบหมุนเวียนในร่างกายคงที่ก็ลงอ่างน้ำได้ แต่ห้ามอาบน้ำเย็นในทันทีทันใดโดยเด็ดขาด

สิ่งที่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการอบซาวน่ามีดังนี้ค่ะ

1. ความร้อนจากการอบตัวไม่ใช่วิธีการในการลดน้ำหนัก เพียงช่วยปรับสมดุลการทำงานของต่อมฮอร์โมนต่างๆ ดังนั้นการที่อบตัวนานๆ ในตู้อบ ทำให้น้ำหนักลดได้ก็จริงจากการเสียน้ำ แต่เมื่อดื่มน้ำทดแทน น้ำหนักก็จะกลับมาเท่าเดิม

2. ความร้อนจากการอบตัวไม่ได้ช่วยละลายไขมันสะสมในร่างกาย


3. การอบซาวน่า ซึ่งอาศัยความร้อนเป็นตัวทำให้เส้นเลือดบริเวณผิวหนังขยายตัว กล้ามเนื้อขยายตัว ช่วยคลายกล้ามเนื้อ........  นอกจากนี้ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยคลายความเครียดได้ดี จากนั้นลงแช่น้ำเย็นต่อทันทีเพื่อให้เส้นเลือดที่ผิวหดตัว ไล่เอาเลือดที่ได้รับกระตุ้นด้วยความร้อนบริเวณผิวหนังเข้าไปสู่ภายในร่างกายไปสู่อวัยวะสำคัญ ได้แก่ สมอง หัวใจ ตับ ไต เพิ่มความสดชื่นแจ่มใสกระปรี้กระเปร่า เสริมสร้างภูมิต้านของร่างกายและคลายความเครียดให้แก่จิตใจได้อีกด้วย

4.การอบซาวน่าเป้นการออกกำลังกายให้กับหลอดเลือด  ความร้อนจากซาวน่ากระตุ้นระบบโลหิตใต้ผิวหนัง ให้หมุนเวียนสูบฉีดว่องไว จัดสรรอาหารและออกซิเจนเข้าสู่เซลส์ผิวอย่างมากมาย ภาวะที่ต้องนั่งทำงานนิ่ง ๆ นาน ๆ ในออฟฟิศ โลหิตใต้ผิวจะหมุนเวียนเฉื่อยชาลง ส่งผลให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นถึงการสะสมของเซลลูไลต์ ขณะเข้าซาวน่า หลอดเลือดมีการขยายตัว พอคุณออกจากซาวน่า หลอดเลือดจะเกิดการหดตัว ภาวะที่หลอดเลือดหดและขยายตัวเช่นนี้ คือการออกกำลังกายให้กับหลอดเลือด

5.ความร้อนจากการอบตัวยังกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน งานวิจัยจากสหรัฐอเมริการะบุว่า จำนวนเซลล์ที่ทำหน้าที่ทำลายและดูดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย อย่างเชื้อแบคทีเรียจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่หายใจสูดอากาศอุ่นร้อนในซาวน่าเข้าไป จะกระตุ้นให้มีการสูบฉีดโลหิตสู่เยื่อบุถึง 17 ครั้ง ภาวะเช่นนี้จะกระตุ้นการสร้างสารปกป้องร่างกายจำพวกฮีโมโกลบินให้มากขึ้น (ฮีโมโกลบิน เป็นโปรตีนในเลือดพลาสม่า ทำหน้าที่ด้านภูมิต้านทาน)

6.ผู้อบซาวน่าจะต้องไม่เป็นโรคติดเชื้อรุนแรง ไข้หวัด และโรคไต สำหรับโรคความดันโลหิตและเส้นเลือดตีบตัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีที่สุด



ว่าแล้วพวกเรา ชมรมสวยใสๆ หาเวลาไปอบซาวน่ากันดีกว่านะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและผิวพรรณที่สดใสจะได้อยู่กับเราตลอดไปค่ะ

วันอังคาร

การดูแลสุขภาพในช่วงอากาศหนาว

ลมหนาวเริ่มพัดผ่านเข้ามาบ้างแล้วนะคะ(แต่เอ๊ะ หรือจะพัดไปแล้วก็ไม่รู้)  อากาศเมืองไทยแปรปรวนบ่อยอะค่ะ เด่วร้อนเด่วหนาว พาลจะไม่สบายเอาง่ายๆนะคะ ..... วันนี้ สวยด้วยสุขภาพกับสวยใสๆสไตล์แม่หมอมีบทความดีๆเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในหน้าหนาว โดย อ.นพ.วีระศักดิ์ เมืองไพศาล  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มาฝากเพื่อนๆกัน เป้นการเตรียมพร้อมสำหรับอากาศเย็นอาจเข้ามาเยือนอีกรอบในช่วงนี้ ลองอ่านดูนะคะ

มีโรคใดบ้างที่พบบ่อยในฤดูหนาว

ในช่วงฤดูหนาวเราอาจเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส บางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่เดิม โดยเฉพาะแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบ้าน เช่น ขนของสัตว์เลี้ยง ตัวไรในฝุ่นก็อาจมีอาการแพ้มากขึ้น โดยอาจมีอาการจาม น้ำมูกไหล หรือบางคนที่เป็นโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรังอยู่ก่อนแล้วก็อาจมีอาการหอบมากขึ้นได้ โดยเฉพาะถ้าติดไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย นอกจากนั้นปัญหาเรื่องผิวหนังก็เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย เช่น ผิวแห้งคันหลังอาบน้ำซึ่งพบบ่อยมากในผู้สูงอายุซึ่งมีไขมันใต้ผิวหนังน้อยและต่อมไขมันก็ทำงานลดลงตามอายุ หรือคนที่ผิวแห้งอยู่เดิมก็อาจคันมากหรือผิวลอกไปเลย บางรายที่เป็นผื่นผิวหนังแพ้อากาศเย็นก็อาจทำให้มีผื่นแพ้อากาศเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ

ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งติดต่อได้ทางระบบหายใจ เช่น ไอ จาม ทำให้เชื้อโรคกระจายออกมาในอากาศ หรือจากการที่มีเสมหะ น้ำลายของผู้ป่วยเปื้อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได แก้วน้ำ แล้วมือเราไปสัมผัสมาแล้วเผลอไปจับจมูก จับหน้าของเราทำให้เชื่อโรคเข้าจมูกหรือตาได้

ส่วนอาการโรคภูมิแพ้เกิดจากการที่เรามีโอกาสมากขึ้นในการอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่เราแพ้ เช่น พอฤดูหนาว เราและสัตว์เลี้ยงอาจอยู่ในบ้านมากขึ้น ถ้าเราแพ้ขนสัตว์อาจทำให้เรามีอาการมากขึ้น หรือเรานอนมากขึ้นในฤดูหนาวทำให้แพ้ตัวไรในฝุ่นตามที่นอน หมอน มุ้งมากขึ้น สำหรับอาการผื่นแพ้อากาศเย็นหรือคันตามผิว คัน แห้ง ลอกนั้นเกิดจากอากาศที่เย็นโดยตรง

โรคที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุด

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุดในฤดูหนาว เพราะเป็นโรคที่อาจเกิดผลแทรกซ้อนได้ และอาจมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะถ้ามีการระบาด โดยประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ปีละ 20,000 – 50,000 คน/ปี บางรายเพลียมาก มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวมากจนต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือหยุดงาน และมีบางรายที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล หรือบางรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งมักเป็นผู้ป่วยสูงอายุแต่พบไม่บ่อย เสียชีวิตปีละไม่กี่รายจากจำนวนคนที่ป่วยหลายหมื่นคน สำหรับอาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะคล้าย ๆ กับโรคไข้ชนิดอื่น ๆ คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก ระคายคอ แต่ถ้ามีไข้มากหรือปวดเมื่อยตามตัวมากต้องระวังว่าอาจเป็นไข้หวัดใหญ่ได้โดยโรคนี้พบได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่ถ้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ หรือมีโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืดอยู่เดิม หรือมีโรคเรื้อรังที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ๆ เช่น ไตวาย เบาหวาน โรคหัวใจ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น ได้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน คือ ปอดอักเสบติดเชื้อจากไข้หวัดใหญ่เองหรือจากเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้มาก

วิธีการรักษา

โรคไข้หวัดใหญ่โดยทั่วไปจะหายเองภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือให้การรักษาตามอาการ คือช่วงที่มีไข้ก็รับประทานยาลดไข้พาราเซตตามอล เช็ดตัวบ่อย ๆ พักผ่อนมาก ๆ ไม่ตรากตำทำงานหนัก ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ถ้าสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้ายู่ต้องงด และรับประทานยาลดอาการต่าง ๆ เช่น ถ้าไอก็รับประทานยาแก้ไอ มีน้ำมูกก็รับประทานยาลดน้ำมูก เป็นต้น ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาลดไข้แอสไพริน เนื่องจากอาจเกิดตับวายและสมองอักเสบได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก เช่น หอบเหนื่อย ซึม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งอาจมีไข้ อ่อนเพลียโดยอาการไม่ชัด แล้วมีอาการซึม สับสน ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง อาจต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาการดังกล่าวจะพบเป็นส่วนน้อย สำหรับยาฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะมักไม่ต้องใช้ เพราะโรคจะหายได้เอง จึงใช้เฉพาะในรายที่อาการรุนแรงเท่านั้น

ความจำเป็นในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

แนะนำให้ฉีดเฉพาะในรายที่มีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนจากโรคสูง ส่วนในคนทั่วไปยังไม่แนะนำเนื่องจากวัคซีนได้ผลประมาณร้อยละ 70-90 แต่ในผู้สูงอายุอาจได้ผลน้อยกว่านี้ สาเหตุของการที่ได้ผลน้อยกว่าวัคซีนชนิดอื่น ๆ เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์ตลอด โดยควรฉีดวัคซีนก่อนถึงช่วงที่จะมีการระบาดของโรค เนื่องจากเมื่อฉีดไปแล้ว 2 สัปดาห์ ร่างกายจะเกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นอยู่ได้ 1 ปี ฉะนั้นต้องฉีดปีละครั้ง สำหรับกรณีที่ควรฉีดวัคซีนได้แก่ 1. ผู้สูงอายุ อายุมากกว่า 65 ปี 2. ผู้ที่โรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด 3. ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอื่นๆ เช่นโรคไต โรคเบาหวาน 4. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันด้วย 5. เด็กอายุ 6 เดือน - 8 ปี ที่รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ เนื่องจากถ้าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่อาจเกิดตับอักเสบและสมองอักเสบได้ 6. ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 และ 3 7. ผู้ที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือชุมชน เช่น แพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานในสถานดูแลผู้ป่วยสูงอายุ เป็นต้น

ควรดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวอย่างไร

การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสุขภาพดีจะลดโอกาสการเจ็บป่วยลง โดยทั่วไปควรปฏิบัติ ดังนี้

1. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงพอและครบหมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอไม่ตรากตรำทำงานหนักจนเกินไป

2. อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่

3. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

4. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดอยู่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน

5. ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากอาจไปสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู แก้วน้ำ เป็นต้น แล้วเผลอไปสัมผัสบริเวณหน้าได้ โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15-20 วินาที หรือใช้น้ำยาล้างมืออื่น ๆ

6. รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย

7. หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอจาม ไม่คลุกคลีกับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ

8. สำหรับปัญหาเรื่องผิวหนัง เราควรให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศหนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก อาจไม่ต้องอาบน้ำวันละสองครั้งเหมือนฤดูอื่น หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว หลังจากเช็ดตัวหมาด ๆ ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ

ทุกคนจึงควรหมั่นคอยดูแลสุขภาพให้ดีตลอดเวลาเพราะจะเป็นการป้องกันโรคที่คุ้มค่าที่สุด และไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ หากเมื่อเราป่วยอาจเป็นมากกว่าคนที่มีพื้นฐานสุขภาพที่ดี สำหรับผู้ที่อายุยังไม่มาก ก็ควรดูแลสุขภาพให้ดีเช่นเดียวกัน เพราะสุขภาพที่ดีในตอนอายุยังน้อยจะเป็นเกราะป้องกันโรคตอนอายุมากขึ้น


วันพุธ

10 วิธีง่ายๆ ตรวจสอบสุขภาพตัวเอง

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ...... สวยใสๆสไตล์แม่หมอวันนี้เรามาเน้นเรื่องสุขภาพกันจี๊สนึงดีมั๊ยคะ  เพราะเราจะไม่มีทางสวยได้โดยเด็ดขาดถ้าสขภาพไม่แข็งแรง ..... และโดยปกติแล้วเราก็ควรไปเช็คร่างกายเป็นการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ1ครั้งเพื่อดูว่าเรามีอะไรผิดปกติหรือไม่ .......... แต่วิธีการที่ง่ายกว่านั้นก็คือหมั่นสังเกตุตัวเองอยู่เสมอ วันนี้ แม่หมอเลยมี10วิง่ายๆตรวจสอบสุขภาพตัวเองมาฝากเพื่อนๆวันนี้งัยคะ  ลองไปดูกันเลยค่ะ


1.ตรวจสอบพฤติกรรมตัวเองในการใช้ชีวิตประจำวัน

ว่ามีสิ่งสำคัญสี่ประการที่เพื่อนๆควรปฏิบัติทุกวันเพื่อเติมเต็มสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงหรือไม่นะคะ ..... ได้แก่ 1.กินผักและผลไม้สดจำนวนมาก..... 2.ออกกำลังหรือเดินให้มากพอ .....3.หัวเราะหรือทำกิจกรรมผ่อนคลายจิตใจอย่างน้อย 15 นาที .....4.กินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ถั่ว ธัญพืช และอาหารที่ระบุว่า มีกากใยสูง หากทำได้ครบทั้งสี่ข้อทุกวัน รับรองได้ว่าเพื่อนๆจะมีสุขภาพดี (ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้คงจะสูญเปล่า หากเรายังคงสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือกินช็อกโกแลตเป็นประจำนะคะ)

2. ตรวจตัวเองทุกสองหรือสามเดือน

หมายถึงให้ตรวจตรา ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ตรวจดูผิวหนังทุกแห่ง มองหาปานหรือไฝรอยใหม่ รวมถึงผื่นและร่องรอยที่ดูน่าสงสัย อย่ามองข้ามหนังศีรษะ ซอกนิ้วทุกนิ้ว และใต้รักแร้ หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทยค่ะ

ผู้ที่มีไฝ ให้ตรวจดูความผิดปกติดังนี้ ลักษณะไม่สมดุล สองซีกไม่เหมือนกัน ขอบไม่เรียบ บริเวณขอบนอกขรุขระหรือไม่ชัดเจน สีไม่สม่ำเสมอ เช่น มีสีดำ น้ำตาล หรือชมพูแตกต่างกันหลายระดับ ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าหกมิลลิเมตร

3. สังเกตการนอน

สัญญาณเตือนที่ชัดเจนสามประการของภาวะนอนหลับไม่เพียงพอคือ  1. จำเป็นต้องพึ่งนาฬิกาปลุกทุกเช้า  2. ง่วงนอนตอนบ่ายจนมีผลกระทบต่อกิจกรรมปกติ  3. มีอาการง่วงจนแทบหลับหลังอิ่มอาหารมื้อเย็น หากคุณมีอาการเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่ง ควรหาเวลานอนพักผ่อนเพิ่มขึ้น หากคุณนอนมากเพียงพอแล้ว (ประมาณคืนละแปดชั่วโมง) แต่ยังมีอาการก่อนเพลียเหมือนอดนอน ควรปรึกษาแพทย์นะคะ

4. วัดส่วนสูงทุกปีเมื่อวัยเกิน 50

ข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษต่อผู้หญิงนะคะ เพราะช่วยประเมินท่วงท่าและสุขภาพของกระดูก ความสูงที่ลดลงเป็นข้อมูลสำคัญที่บ่งบอกว่าความหนาแน่นกระดูกลดลงและจำเป็นต้องตรวจสุขภาพกระดูกทั้งร่างกาย หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาแพทย์

5. เปรียบเทียบสีปัสสาวะของคุณกับตารางสีมาตรฐาน

ข้อนี้อาจฟังดูแปลกแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพค่ะ โดยปกติ ปัสสาวะของเราควรจะใสหรือมีสีเหลืองอ่อน หากดื่มน้ำไม่เพียงพอปัสสาวะจะสีเหลืองเข้มหรือมีกลิ่นรุนแรงขึ้น หากปัสสาวะยังคงเหลืองเข้มทั้งที่คุณดื่มน้ำมากเพียงพอ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติ บางครั้ง ปัสสาวะสีเหลืองสดใสอาจเกิดจากสีของวิตามินบีในยาเม็ดวิตามินรวม หากกินเป็นประจำค่ะ

6. วัดอัตราเต้นหัวใจหลังออกกำลังกาย

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารสมาคมแพทย์แห่งอเมริกา ระบุว่าผู้หญิงที่มีอัตราเต้นหัวใจหลังออกกำลังคืนสภาพช้ากว่าปกติจะมีความเสี่ยงของภาวะหัวใจพิบัติภายในสิบปีเป็นสองเท่าของผู้ที่มีการคืนสภาพของอัตราเต้นหัวใจเป็นปกติ .....ในการออกกำลังครั้งต่อไป เพื่อนๆลองเดินเร็วหรือวิ่ง 20 นาที แล้วนับอัตราเต้นหัวใจทันทีที่ หยุดออกกำลังด้วยการนับจำนวนครั้งภายใน 15 วินาทีคูณด้วยสี่ซึ่งเท่ากับอัตราเต้นหัวใจต่อหนึ่งนาที จากนั้นให้นั่งพักเหนื่อยสองนาทีแล้ววัดซ้ำ นำตัวเลขครั้งแรกหักลบด้วยครั้งที่สอง ถ้าต่ำกว่า 55 แสดงว่าการคืนสภาพของอัตราเต้นหัวใจเป็นปกติค่ะ  หากสูงกว่านี้ควรปรึกษาแพทย์นะคะ

7. หากป่วยเป็นโรคเบาหวาน ให้ตรวจเท้าทุกวัน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดเท้าพิการสูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งมักเริ่มต้นจากแผลเล็กน้อย แผลผุพอง รอยฟกช้ำ หรือผื่นจากเชื้อรา จึงควรตรวจหาสิ่งเหล่านี้ทุกวัน โรคเบาหวานทำให้เส้นประสาทเสียหายโดยเฉพาะบริเวณเท้า การตรวจเท้าจึงมีความสำคัญเช่นเดียวกับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดค่ะ

8. วัดความดันโลหิตทุกหกเดือน

สังเกตุอาการของตัวเอง หากมีหน้ามืด หรือปวดหัวบ่อยผิดปกติ ควรหาโอกาสวัดความดันนะคะ ......อาจวัดที่คลินิกใกล้บ้าน หรือวัดเองที่บ้านถ้ามีอุปกรณ์ หากเราอยากรู้ถึงความสำคัญของความดันโลหิตสูง เข้าไปที่ thaihypertension.org เว็บไซต์ของสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยได้ค่ะ  หากค่าความดันโลหิตตัวแรกมากกว่า 140 (หรือ 130 สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน) หรือตัวหลังมากกว่า 90 (80 สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน) ให้วัดซ้ำอีกครั้งในวันถัดไป หากยังสูงอยู่ให้ปรึกษาแพทย์นะคะ

9. ตรวจระบบหัวใจและหลอดเลือด

สังเกตุตัวเองว่ามีอาการเหนื่อยง่ายหรือหัวใจเต้นผิดปกติหรือไม่ หากสังเกตุตัวเองว่ามีบางอย่างผิดปกติไปควรไปเช็คร่างกายหน่อยนะคะ .........โดยทั่วไป ผู้ที่อายุเกิน 40 ปีและไม่มีปัญหาโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง ควรพบแพทย์เพื่อขอตรวจกรองประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างละเอียด วิธีนี้ช่วยประเมินโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองในอนาคตได้ค่ะ  ...........สำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี แต่มีประวัติสมาชิกครอบครัวป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ควรรับการตรวจเช่นกัน ..........การตรวจประกอบด้วยการวัดระดับน้ำตาลในเลือด ระดับคอเลสเตอรอล วัดความดันโลหิต ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น การวัดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอสำหรับประเมินความเสี่ยงต่อโรค ผู้ที่ระดับคอเลสเตอรอลปกติอาจมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายประการที่ทำให้เกิดโรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้ปรึกษาแพทย์ค่ะ

10. ตรวจสภาพเส้นผม

หากเพื่อนๆมีปัญหาผมร่วง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอตรวจระดับเฟอร์ริตินในเลือด ซึ่งเป็นดัชนีบ่งบอกปริมาณธาตุเหล็กสะสมในร่างกาย การศึกษาบางฉบับระบุว่า ระดับเฟอร์ริตินต่ำเกี่ยวข้องกับปัญหาผมร่วงชนิดไม่มีสาเหตุ โรคไทรอยด์คือสาเหตุอีกประการที่พบบ่อยนะคะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ 10 วิธีง่ายๆ ตรวจสอบสุขภาพตัวเอง จริงๆแล้วถ้าหากเราจะไม่สบาย ปกติจะมีอาการผิดปกติ หรือมีสัญญานบอกก่อนล่วงหน้านะคะ เพียงแต่เราจะใส่ใจหรือใหม่ หรือเป็นคนช่างสังเกตุหรือเปล่า ..... สุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมดนะคะเพื่อนๆ อย่าละเลยนะคะ หมั่นสังเกตุ ใส่ใจ และดูแลรักษาสุขภาพเราให้ดี เพื่อที่เราจะได้มีชีวิตที่ดีต่อไปในวันข้างหน้าค่ะ ...... ด้วยรักและปราถนาดี จากแม่หมอ

รักษาโรควิถีธรรมชาติบำบัด

สวยด้วยสุขภาพในสวยใสๆสไตล์แม่หมอ วันนี้แม่หมอจะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับหมอเขียว ใจเพชร ที่กำลังอินเทรนด์เรื่องกระแสรักษาโรควิถีธรรมชาติบำบัด ............ หมอเขียวลองรักษาโดยวิเคราะห์ ธาตุร้อน - เย็น ด้วยตนเอง ให้ยาฤทธิ์เย็นมากขึ้นตามโลกที่ร้อนขึ้น เริ่มจากรักษาแม่ที่ปวดมดลูกให้หายได้ ทั้งที่แพทย์ปัจจุบันหาสาเหตุไม่พบ จากนั้นก็ใช้แนวทางดังกล่าวไปรักษาโรคมะเร็ง โรคไต โรคความดัน และบันทึกการรักษาทุกครั้ง ผลปรากฏว่าคนไข้ร้อยละ 90 อาการทุเลา รู้สึกสบายขึ้น เมื่อค้นพบว่าการรักษาที่ได้ผลจริงนั้น พระพุทธเจ้าได้สอนไว้หมดแล้ว หมอจึงประมวลความรู้ทั้งหมด และเรียกชื่อว่า "การแพทย์วิถีพุทธ" ......... ฟังแล้วน่าสนใจแล้วใช่มั๊ยคะ งั้นเรามาดูรายละเอียดกันดีกว่าค่ะ



Disease Cure by Green Food

1. บทนำ

เวลาไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วย เราก็ไปหาหมอแผนปัจจุบัน หากเกิดจากเชื้อโรค บาดเจ็บ อย่างนี้หมอแผนปัจจุบันถนัด แต่หากเป็นโรคที่เกิดจากตัวเอง เรื้อรัง เหตุมักมาจากการกินอาหาร สังคมแย่อยู่ในสิ่งแวดล้อมไม่ดี อารมณ์ตัวเองเครียด ปรับสมดุลตัวเองกับสิ่งแวดล้อมไม่ได้ เช่น เนื้องอก มะเร็ง ปวดหัวไร้สาเหตุ เบาหวาน โรควัยทอง อย่างนี้ไปหาหมอเขียวบำบัดโรคด้วยอาหาร อากาศ และอารมณ์จะดีกว่า

พูดสั้นๆ ก็คือ หากรักษาโรคที่ไม่ใช่โรคติดต่อกับหมอแผนปัจจุบันไม่หาย เรื้อรัง ก็ให้แนะนำมาที่หมอเขียวเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งแนวธรรมชาติบำบัดก็มีหลายค่าย แบบระดับคนจน จนถึงระดับมีอันจะกินก็มี แต่แนวที่แนะนำคือ แนวหมอเขียวเพราะราคาถูกแบบชาวบ้านๆ ก็ไปรักษาได้อยู่ที่บ้านสานฝัน จ.อำนาจเจริญ


2. หลัก 8 อ. เพื่อสุขภาพ


8 อ. เพื่อสุขภาพ นำมาใช้ในการเสริมสร้างให้สุขภาพดี แต่ก็มีบางข้อก็เอามาใช้เพื่อทำให้อายุยืน และสุดท้ายนำเอามาใช้รักษาโรคตามแนวธรรมชาติบำบัด มีดังนี้

1) อิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)
2) อารมณ์ (ทำให้จิตสงบ ไม่วิตก ไม่อารมณ์เสีย)
3) อาหาร (กินอาหารที่สมดุล เน้นพืชผักฤทธิร้อน-เย็น ทำสมดุลกับร่างกาย)
4) ออกกำลังกาย (ตามวัย ตามภาวะ อยู่ในชีวิตประจำวัน มีตักน้ำ ซักผ้า)
5) อากาศ (อากาศดีๆ บริสุทธ์ แบบชนบท ต้นไม้ดอกไม้แบบปลูกลงทุนต่ำๆ)
6) เอนกาย (ที่นอนแบบง่ายๆ นอนเพียงพอ)
7) เอาพิษออก (ไล่พิษแบบต่างๆ ให้ออกจากร่างกาย)
8) อาชีวะ (จงทำงาน อย่าทำเป็นคนว่างงาน จะเฉาตาย)

3. พิษภัยจากอาหารรสจัด


จงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและกินกันเป็นประจำ เพราะจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพ มีดังนี้

รสฝาดจัด; เกิดนิ่วได้ง่าย
รสขมจัด ; มีอัคคาลอยมาก มีผลต่อหัวใจ
รสหวานจัด ; ตับอ่อนทำงานหนัก ทำให้ตับอ่อนเสื่อมง่าย เกิดเบาหวาน
รสเผ็ดจัด ; เกิดระคายเคืองต่ออวัยวะ มีกระเพาะ ลำไส้ ทวาร
รสมันจัด; มีไลเปรส มีผลต่อตับ
รสเค็มจัด; มีผลต่อ ไต
รสเปรี้ยวจัด; กัดทำลายผิวตามผนังเนื้อเยื้อ คอฟัน

หลักสุขภาพของหมอเขียว (ใจเพชร มีทรัพย์)

“กินเนื้อไม่ติดมัน กินผักมากขึ้น ลดอาหารรสจัด”
“กินอาหารเสริม วิตามิน อาจไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ”
“อาหารรสจัดเป็นภัยต่อสุขภาพ (ร่างกาย)

หากเรามีบาดแผล ลองเอาผักรสจืดตำมาโป๊ะแผล เราจะรู้สึกเฉยๆ แต่หากเอาผักรสเผ็ดร้อน มาโป๊ะ เราก็จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อน .......... ผู้ป่วยมะเร็ง ร่างกายอยู่ในสภาพร้อนเป็นแผลเนื้อร้าย หากกินอาหาร พริกไท ข่าแก่ ที่มีฤทธิ์ร้อนหรือสาหร่ายฤทธิ์เค็ม ร่างกายจะทรุดทันทีอย่างเห็นได้ชัด แต่หากเรากินจืดก็ไม่เป็นไร กินพวกรสร้อนจะไม่ดี หากกินรสจืดติดต่อกันหลายวันร่างกายก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว อาหารจืดๆ แต่กินมากเกินไปก็ไม่ดีจะไม่สบาย อึดอัด หากกินรสจัดเต็มที่มีน้ำตาล (หวานไป) น้ำส้ม (เปรี้ยวไป) ก็ไม่ดี จะไม่สบาย อึดอัด หากกินรสจัดเต็มที่มีน้ำตาล (หวานไป) น้ำเสีย (เปรี้ยวไป) ก็ไม่ดี...... กินวิตามินและอาหารเสริม ไม่ได้เอาแบบธรรมชาติต้องมาสกัดให้เข็มข้นเต็มที่เพื่อให้ได้ดูดซึมได้ดีได้มากๆ ให้พลังงานสูงมาก อย่างนี้ก็ไม่ดีเข้มข้นไป จัดไป ไม่ดี

4. แนวทางรักษาโรค

โรคที่รักษา ต้องไม่เป็นโรคจากเชื้อโรคติดต่อ แต่เป็นเรื้อรัง มี มะเร็ง เนื้องอกในสมอง ปวดหัว เครียด ความดันโลหิตสูง โรคอารมณ์ (ทางใจ) โรควัยทอง (ร้อนวูบาบ) โรคสะเก็ดเงิน

แนวทางรักษาโรค

- ใช้สถานที่อากาศดี อยู่ในชนบท
- ใช้อาหารผักรสจืดตลอด
- ออกกำลังกายตามวิถีชีวิต เช่นตักน้ำ ซักผ้า หุงข้าว
- รักษาอารมณ์จิตใจ โดยการต้อนรับดีและอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ดอกไม้ใบไม้ใบหญ้า
การรักษา 3 วัน ก็เริ่มเห็นผลความแตกต่าง ดีขึ้น สบายโล่ง เบา

5. เป็นเนื้องอกในสมอง

- จัดสถานที่นอนแบบเรียบง่าย อยู่ในสวน นอนเห็นต้นไม้
- สังคมดีต้อนรับให้ผักผ่อนตามสบายประทับใจ
- อบรมให้ทราบวิธีการรักษาก่อนการรักษา
- ใช้อาหารล้วนๆ ไม่มีการใช้ยาใดๆ
- ใช้วิธีปรับสมดุลอาหารฤทธิ์ร้อน-ฤทธิ์เย็น เหมือนเครื่องยนต์ (ร้อน) ต่อโยงกับ หม้อน้ำ (เย็น)
- กินอาหารรสจืด ใส่เกลือได้เล็กน้อยใ ห้ได้รับรสธรรมชาติจากอาหารแท้ๆ
- คั้นน้ำโคโลฟิลดื่ม มีใบหญ้านาง ใบเตย หญ้าปักกิ่ง
- ทานผลไม้สด
- ทานผักมี ส้มตำ มะละกอ มะเขือเทศ
- ผักสดรสจืด ฤทธิ์เย็นดับร้อนในร่างกาย
- ข้าวซ้อมมือ สีเหลือง ฤทธิ์เย็น
- ผักต้ม ฤทธิ์เย็น
- หากไปทดลองกินยาสมุนไพรรักษาโรคไม่หายก็มาลองทานอาหารรสจืดได้
- โรคสะเกิดเงินก็หาย (ภูมิแพ้ของตัวเอง) หลังจากกินอาหารผักภายใน 5 วัน ก็หาย
- จัดบ้านที่อยู่ให้มีต้นไม้ ดอกไม้ แบบโปรยๆ ตามธรรมชาติ
- คอเคล็ด หงุดหงิด เจ็บทรมาน ใช้ช้อนขูดที่คอจะหายเป็นวิธีกัวซา
- วิชากัวซา เป็นวิธีเอาพิษออกจากร่างกายทางผิวหนัง ใช้ขี้ผึ้งฤทธิ์เย็น (ยาหม่องเสลดพังพอน) ใช้ช้อนหรือเหรียญสิบบาทขูดตามบริเวณที่เคล็ด เจ็บตรงไหนก็ขูดตรงนั้นจนผิวหนังแดง
- ความดันโลหิตสูง มะเร็ง เบาหวาน เนื้องอก มะเร็งระยะสุดท้าย ตับแข็ง ไขมันตันเส้นเลือดแค่ทาน 3 วัน รู้สึกดีขึ้นก็แสดงว่ามาถูกทาง x-ray ดูเนื้องอกจะเล็กลง ร่างกายกระฉับกระเฉงลงแปลงผักได้ พูดจาดีขึ้น สมองโปร่งโล่งขึ้น
- หลังจากหายแล้วก็ไม่ควรหวนกลับไปกินอาหารรสอร่อยๆ รสจัดๆ อีก
- โรคไขมันพอกในตับลองดื่มน้ำใบหญ้านางคั้น
- กินอาหารปลอดสารพิษ อย่าใช้เทคโนโลยีมาก ให้กลับมาพึ่งวิถีธรรมชาติ
- วิธีการรักษาแบบนี้ราคาถูกมาก หากเป็นหมอโรงพยาบาลครั้งละ 3-5 หมื่นบาท
- การรักษาโรคแบบวิถีธรรมชาติหรือโภชนาบำบัดนี้มีหมอหลายค่ายแพงๆ ทั้งนั้น คนจนก็เลยหมดโอกาส
- อย่าคิดว่าโรคนี้รักษาไม่หาย จงมาหาโอกาสอยู่บ้านดิน ท่ามกลางดอกไม้ ไม่ต้องกินยากินแต่อาหารบำบัด

6. เป็นมะเร็งที่คอ

- ไปศึกษาจากหนังสือถอดรหัสอาหาร ไปศึกษาดู
- เป็นมะเร็งที่คอระยะ 2 บวมเท่าลูกปิงปองมีอาการเจ็บคอเหมือนเป็นหวัด
- หมอเขียวติดดินโทรมาหาคนไข้ชวนให้มารักษาที่บ้านสานฝัน
- หาหมอแผนปัจจุบันมีแต่ฉายแสงรังสี
- อยู่แบบธรรมชาติ
- ใช้วิตามินซี มีฝรั่งปั่น ข้าวกล้อง ผักหลายชนิดมาต้มรวมกันเอาน้ำผักมาทำอาหารต่อแต่อาการไม่ดีขึ้นเพราะเหตุใด แม้เป็นผักก็ผิดทางเพราะเป็นฤทธิ์ร้อนหมด ต้องหาผักฤทธิ์เย็นจึงจะถูกต้อง
- มะเร็งเป็นฤทธิ์ร้อนต้องเอาผักฤทธิ์เย็นมาปราบ
- กินอาหารผัก 5 วัน อยู่กับหมอเขียว คอบวมเท้าลูกปิงปองเหลือเท้าลูกแก้ว
- อาหารเสริมมีว่านหางจระเข้ ขวดละพันบาท มักถูกอ้างว่าเป็นยาขับออกฤทธิ์จะบวมมากขึ้น

7. ปวดหัวบ่อย

- หากกินขนมจะไม่หาย
- ปวดหัว ปวดท้อง น้อยลง กินอาหารรสจืดจะดี
- ทำ detox ด้วย
- ตื่นเช้าตี 4 ทำวัตร กายบริหารกดจุดลมปราณ จากนั้นทำเกษตรเช้า 2 ซม. เย็น 1 ซม.
- ปกติเหงื่อไม่ออก หลังปรับสมดุลแล้วเหงื่อออกดี
- อาหารมีรสเดียวแต่อร่อย เคยกินรสจัดมาสุขภาพแย่ เพราะชอบทางรสเผ็ดมาก
- ปกติมักสั่งผักสิ้นคิด (ผักกระเพรา) กินพริก เม็ดข้าวดำ เดี๋ยวนี้เลิกหมดแล้ว
- มาสุขกับอาหารจืดดีกว่าเพราะสุขภาพดีขึ้นแข็งแรงเพิ่มขึ้น
- อาหารรสจัดทำให้เกิดโรคมีเผ็ดจัด เค็มจัด หวานจัด
- มากินอาหารจืดแค่ 3 วัน จะโล่ง สบาย
- ทางเลือกรักษาโลกมีแบบแพงและแบบถูก แบบถูกๆ นั้น เน้นธรรมชาติมีใช้อาหารบำบัดพึ่งพาตัวเอง หาง่าย ประโยชน์สูงประหยัดสุด

8. เป็นเบาหวาน

- เป็นเบาหวานทั้งที่กินมังสะวิรัด เพราะกินข้าวเหนียวมากไป
- อดของหวาน รักษาเบาหวาน
- เป็นเบาหวานให้หาหมอปัจจุบันได้แค่ยาปัจจุบันห่อใหญ่ กินแล้วบีบหัวใจ ให้ทิ้งไปเลย มากินอาหารจืดดีกว่า

9. บทส่งท้าย

อาหารดี วิตามินดีๆ อาหารเสริมดีๆ เข้มข้นสูงกินเข้าไปก็อันตราย อาหารเสริมดีๆ ดังๆ สกัดมากินมากๆ พวกชงๆ ทั้งหลาย ทรุดเลย เพราะแรงไป  ร่างกายก็ร้อนมากอยู่แล้วมากินก็เลยทรุดลงอีก

รักษามะเร็งกับวิธีกินรสจืด ฟื้นดี ไปหาหมอ ฉีดวิตามิน ปวดแสบปวดร้อน ต้องรีบถอนพิษ โดยการกินผักใบเขียว

วิตามินกินไปไม่รู้ว่าตัวเราขาดหรือมีมากไป กินเข้าไปก็เกินไป ไม่พอดี จะดูจากอะไร ความลับจากฟ้ามีพึ่งพาตนเองเป็นตัวชี้วัดสุขภาพดี มี

1) เจ็บไข้ป่วยน้อยลง 2) ลำบากกายน้อยลง  3) กระปรี้กระเป่า เบากายใจ  4) อยู่ผาสุข  5) มีกำลังสดชื่น

มีอาหารกิน ครบหรือเปล่าไม่สบายลดลงร่างกายมีกำลัง........กินตอนนี้อีก 1-4 ชั่วโมง ออกฤทธิ์แสดงว่าอาหารครบในวันนั้นแล้วตรวจสอบต่ออีก 3 วัน ข้างหน้า.........ใครไม่สบายตรวจสอบ 4 ชั่วโมง ถึง 3 วัน ย้อนหลังว่า กินอะไรมา ให้เจาะเลือดตรวจได้

- อาการไม่สบายจากอาหารที่กิน
- หน่อไม้ดอกกินแล้วร้อนไม่ดี
- หัดเป็นหมอ เรียนรู้จากตัวเอง พึ่งพาตนเองได้ อย่าไปกินยาอย่างเดียวไม่ดี
- ต้นเหตุโรค อาหารรสจัด กินมากๆ ไปฝังในเนื้อเยื่อ

 พอกินยา ยากดโรคขับโรคกินเสร็จก็ขับออกได้ เราใส่ต้นเหตุลงในเนื้อเยื่อจากกระแสบริโภคนิยม ในเนื้อเยื่อฝังลึกขับไม่ออก ก็ต้องเพิ่มความแรง เพื่อเอาพิษออก ต้องหายาแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อไปงัดออกมา
พากินยาอย่างเดียวก็พายาอื่นๆ มาด้วยก็เกิดโรคอื่นๆ ตามมาอีก

การไม่เปลี่ยนพฤติกรรมมีแต่เอายาใส่เข้าไป  ภาวะร้อนเกินมีเหมือนมีไฟเผา ปวดหัวตัวร้อนมีฝีหนองผื่นคัน เม็ดแผลในปาก อักเสบ มีจุดดำ เจ็บคอ บวมร้อน........ ภาวะเย็นเกินมีโลหิตไหลเวียน มึนชา เย็น หัวตื้อ บวมไม่ออกร้อน

อาหารเย็นทำให้ร้อนลด ชุ่มคอ อาหารร้อนทำให้ปากคอแห้ง (ของแสลง)

ขอขอบคุณ: ข้อมูลดีๆ มีประโยชน์มากมาย จาก หมอเขียว ใจเพชร  ค่ะ

เพื่อน ๆ แม่หมอสาว